พม่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติมายาวนาน เป็นประเทศที่มีความรุ่งเรืองทางด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พุทธศาสนิกชนที่นี่จึงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังศรัทธาที่สืบต่อกันมา แต่ปัจจุบันพม่าเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้ความเจริญต่าง ๆ เข้ามามากมาย มุมมองเก่า ๆ ของพม่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเยอะ พาหนะในการสัญจร ที่มีตั้งแต่วัวเทียมเกวียน รถม้า เดี๋ยวนี้เริ่มมีรถยนต์หรู ๆ รถบัสคันใหญ่ ๆ เข้ามาวิ่งขวักไขว่แทนที่ ถ้าคุณยังอยากเห็นวัฒนธรรมดี ๆ ที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง ให้รีบเยือนพม่าซะก่อน ก่อนที่ความเจริญแบบทุนนิยมจะเข้ามาแทนที่ นี่คือเหตุผลหลักที่ผมอยากจะมาสัมผัสความเป็น “พม่า” ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

สำหรับทริปพม่าทริปนี้ผมวางแผนจะเดินทางมาหลายปีแล้ว แต่เนื่องจากติดขัดเรื่องตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กทม.-ย่างกุ้ง-กทม.สูงเฉียดหลักหมื่น อีกทั้งสมาชิกในทริปต่างว่างไม่ตรงกัน แผนทริปพม่าก็เป็นอันต้องพับลงทุกที จนเมื่อราว ๆ ต้นปี 2555 แอร์เอเซียออกโปรโมชั่น กทม.-ย่างกุ้ง-กทม. มา ในราคาประมาณ 3,000 บาท ผมเลยให้น้องในทริปพยายามจองตั๋ว แต่ก็ไม่สามารถจองตั๋วได้ จนหมดช่วงโปรฯ ไปแล้ว ผมเลยเข้าไปเช็คราคาตั๋วอีกรอบ ราคาตั๋วตอนหมดโปรโมชั่นอยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท ก็เลยตัดสินใจว่า คงไม่รอราคาให้ลดลงกว่านี้แล้ว เพราะเกรงว่า ยิ่งรอราคาจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นไปอีก ก็เลยรีบจับจองตั๋วไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางร่วม 10 เดือน เรียกได้ว่าจองแล้วลืมกันไปเลยครับว่ามีทริปพม่ารออยู่ช่วงปลายปี

จนเมื่อใกล้ถึงเวลาออกทริป กี้ซึ่งเป็น Staff ของทริปนี้ ทำการติดต่อกับ Land ของพม่าไว้อย่างเรียบร้อย ทำให้ทริปนี้ผมไม่ต้องคอยกังวลมากมายเหมือนกับทริปอียิปต์ครับ

แล้ววันเดินทางก็มาถึง 1 ธ.ค.55 เรานัดเจอกันที่สนามบินดอนเมืองเวลา 05.30 น. ทริปนี้มีสมาชิกทั้งหมด 7 คน คือ ผม กี้ หมอเจ หมอโชค ขาว และสมาชิกหน้าใหม่สำหรับผมคือ พี่แต๋น และหมอสายชล แต่ละคนมาจากแต่ละส่วนของประเทศไทยเลยครับ หลังจากทำการ Check in โหลดกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ไปนั่งรอที่ Gate เพื่อรอการเดินทางครับ ไฟล์ทของเราออกเดินทางกันเวลา 07.15 น. ถึงพม่าเวลา 07.55 น. ดูจากเวลาแล้วไม่ต้องตกใจว่าเครื่องบินบินเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 35 นาทีนะครับ อันที่จริงเวลาของพม่าช้ากว่าเวลาในประเทศไทยครึ่งชั่วโมงครับ  ใช้เวลาบินจริง ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที

เมื่อมาถึงสนามบินย่างกุ้งเป็นที่เรียบร้อย ผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมืองเสร็จ ผมก็เลยทำการแลกเงินที่สนามบินให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินทางกี้เช็คข้อมูลว่า การแลกเงินในพม่า หากแลกเงินที่สนามบินจะได้เรทดีกว่าที่ตลาดมืด ช่วงที่ผมไป 1USD แลกได้ 846 จ๊าด การแลกเงินดอลลา เพื่อนำมาแลกเงินพม่านั้น ขอแนะนำว่า ให้แลกเงินดอลลา ที่เป็นแบงค์ใหม่เท่านั้น หากเป็นแบงค์เก่าจะมีปัญหาตอนมาแลกเงินจ๊าดที่พม่า เขาอาจไม่รับแลกครับ กลิ่นแบงค์พม่าแรงมาก ๆ ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะหมึกพิมพ์หรือกระดาษที่ใช้พิมพ์ อีกอย่างการใช้เงินในพม่า ถึงเป็นเงินจ๊าดก็ตาม เวลาที่เราจ่ายไป พ่อค้าแม่ค้าจะทำการเช็คเงินอย่างละเอียด ไม่ให้มีรอยขาด ดังนั้น เวลาที่เรารับเงินทอนมาจากพ่อค้าแม่ค้า ถ้าไม่ลำบากเกินไปก็ลองดูด้วยว่า แบงค์ที่ได้รับทอนมานั้นมันมีรอยขาดหรือไม่ เพราะถ้ารับมา อาจมีปัญหาตอนที่เราจะใช้แบงค์นั้นซื้อของในร้านต่อ ๆ ไปครับ

หลังจากที่ออกจากสนามบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ของบริษัท Land ที่กี้ติดต่อไว้ก็มารอรับพวกเราครับ เขามอบเสื้อผ้าฝ้ายให้พวกเราไว้เป็นที่ระลึกด้วย รถที่มารับเป็นรถเก๋ง 2 คัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่สะดวกในการเดินทาง ผมคิดว่าคงไม่มีการประสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของบริษัทกับคนขับรถ เรื่องจำนวนของสมาชิกในทริปที่มี 7 คน กับรถเก๋ง 2 คัน เจ้าหน้าที่บริษัทจึงตัดสินใจโทรประสานกับบริษัทเพื่อนำรถตู้ให้มารับเราใหม่ ระหว่างรอรถมาสลับกัน ก็ให้เราไปนั่งรอที่ร้านอาหาร ชานเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นร้านคล้าย ๆ ร้านติ่มซำบ้านเราครับ

อาหารก็คล้าย ๆ บ้านเรา มีเหมือนไก่ทอดที่คาดว่าคงทอดไว้นานแล้ว เพราะผมลองกัดไปนิดหน่อย รู้สึกถึงความเย็นชืดของไก่ นอกจากนี้ยังมีบ๊ะจ่าง, ขนมที่คล้าย ๆ กับกะหรี่ปั๊บบ้านเรา ยัดไส้ผัก,หมั่นโถวที่ทานคู่กับกระดูกหมูตุ๋น อีกเมนูหนึ่งลักษณะคล้ายขนมจีบ มีพุดดิ้งเป็นของหวาน แต่ถ้าอาหารบนโต๊ะไม่ถูกปาก สามารถสั่งอาหารเสริมมาได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวราดแกง หรือก๋วยเตี๋ยวพม่าครับ เมื่อรถตู้มาถึง เราก็เริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองหงสาวดีครับ

เมืองหงสาวดี หรือที่คนมอญเรียกว่า เมืองพะโค นั้น ในอดีตเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองมอญโบราณที่ยิ่งใหญ่และ อายุมากกว่า 400 ปี หงสาวดีอยู่ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 80 กิโลเมตร ถนนในช่วงแรก ๆ เป็นถนน 4 ช่องจราจร ลาดยางกันเป็นอย่างดี เรียกได้ว่า วิ่งได้เนี๊ยบดีทีเดียว ทำให้สมาชิกหลาย ๆ คนได้มีโอกาสพักสายตา หลังจากที่เมื่อเช้าต้องตื่นกันแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมออกเดินทาง แต่เมื่อรถแล่นออกนอกเขตตัวเมืองไปได้สักพัก ถนนก็จะกลายเป็น 2 ช่องจราจร สภาพถนนเป็นลูกคลื่น ทำให้สมาชิกในทริปต่างหัวสั่นหัวคลอนไปตาม ๆ กัน อีกทั้งยังต้องช่วยกันลุ้นระทึกกันไปตลอดทาง เนื่องจากว่า การขับรถในพม่า ให้ขับชิดขวา แต่รถที่ผมนั่งมานั้น พวงมาลัยอยู่ทางขวาด้วยเช่นกัน เวลาจะแซงทีก็ลำบากยากเย็นซะเหลือเกิน รถที่ใช้ในพม่ามีทั้งรถที่มีพวงมาลัยซ้ายและขวา อยู่เต็มไปหมดครับ แต่รถรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวงมาลัยซ้ายกันหมดแล้ว

จุดหมายแรกที่คนขับรถพาเรามาเที่ยวคือ วัดไจ้คะวาย วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีพระภิกษุและสามเณรไปศึกษาพระไตรปิฏกจำนวนมากกว่า 1,000 รูปครับ อ้อ ผมลืมบอกไป การเข้าวัดในพม่าทุกแห่ง เราจะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้าก่อนเข้าวัดด้วยนะครับ ถ้าจะให้ดีและประหยัดเงินค่าฝากรองเท้า ก็ถอดไว้ในรถที่เรานั่งมาเลยครับ

ผมมาที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกที่มา มาถึงเร็วกว่าเวลาที่พระฉันท์เพล สำหรับครั้งนี้ผมมาถึงช้ากว่าเวลาที่พระฉันท์ สรุปก็คืออดเห็นเวลาที่พระลงมาฉันท์เลยครับ คงเห็นมีบางสำรับตั้งไว้ แต่รู้สึกว่าเป็นสำรับสำหรับอาหารว่างครับ หลังจากผิดหวังกันไปแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่วัดที่สอง คือ พระเจดีย์ชเวมอดอร์ (Shwe Maw Daw) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ พระธาตุมุเตา พระมหาธาตุเก่าแก่อายุกว่า 1,200 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่าครับ

ปัจจุบันการเที่ยวในเมืองหงสาวดี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเสียค่าเข้าชมแบบเหมาจ่าย 10 USD สามารถเข้าชมได้ทุกแห่งในหงสาวดีนะครับ และแต่ละวัดจะเก็บค่าถ่ายรูปเพิ่มเติมอีกต่างหาก ราคาอยู่ที่ 300 และ 500 จ๊าด แล้วแต่สถานที่ครับ สำหรับวัดนี้เสีย 300 จ๊าดครับ ที่ด้านหน้าของพระเจดีย์ชเวมอดอร์ จะมองเห็นสิงห์คู่ขนาบบันไดทางขึ้นด้านฝั่งทิศตะวันตก ภายในปากของสิงห์ทั้งสองตัว ถ้ามองดี ๆ จะเห็นพระอุปคุตอยู่ข้างในด้วยครับ

พระธาตุมุเตา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี เรียกได้ว่าเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของชาวหงสาวดีมาโดยตลอด ภายในพระเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ชาวมอญที่นี่จึงถือว่าพระธาตุแห่งนี้มีความสำคัญกว่าเจดีย์ชเวดากองเสียอีกครับ เอกลักษณ์ของวัดนี้คือปลียอดเจดีย์ที่หักตกลงมาตั้งแต่ 5 พ.ค. 2473 ด้วยน้ำหนักที่มหาศาลตกลงมายังพื้นล่าง แต่ยอดฉัตรกลับยังคงสภาพเดิมและไม่แตกกระจายออกไป พระเจดีย์นี้สูง 377 ฟุต ซึ่งสูงกว่าพระเจดีย์ชเวดากอง 51 ฟุต การก่อสร้างพระธาตุมุเตาทำเช่นเดียวกับพระเจดีย์ชเวดากอง คือจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่น ๆ ปิดองค์เจดีย์ไว้โดยรอบเช่นกัน คำว่า “มุเตา” แปลว่า จมูกร้อน ด้วยความสูงใหญ่ของเจดีย์ เวลาที่เราจะมองเจดีย์ เราจะต้องแหงนหน้าขึ้น แล้วแดดก็จะเผาจมูกเราจนร้อน

เดิมทีเดียวเมื่อแรกสร้างพระมหาธาตุมุเตา องค์เจดีย์มีความสูงเทียบเท่าประมาณตึก 8 ชั้น แต่เมื่อพระมหากษัตริย์มอญทรงริเริ่มการถวายทองหนักเท่าพระองค์เพื่อหุ้มองค์พระธาตุ จึงทำให้ในปัจจุบันองค์พระมหาธาตุเลยสูงกว่าเดิมถึง 5 เท่า หรือเทียบเท่าประมาณตึก 38 ชั้น

มาที่นี่แล้วอย่าลืมมาดูต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่สืบหน่อมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ที่พุทธคยาด้วยนะครับ สังเกตได้ง่าย ๆ เพราะมีอยู่ต้นเดียว จุดเด่นของต้นพระศรีมหาโพธิ์ หากดูที่ใบ จะเห็นเส้นใบและเส้นแขนงใบ จะอยู่บนผิวใบด้านบน ซึ่งมีผิวมัน ซึ่งผิดกับต้นโพธิ์ทั่ว ๆ ไปที่เส้นใบและเส้นแขนงใบ จะอยู่บนผิวใบด้านล่าง ซึ่งมีผิวด้านครับ 

จากนั้นเดินทางกันต่อสู่จุดหมายที่ 3 พระราชวังบุเรงนอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดไจ้คะวายครับ

พระราชวังบุเรงนอง (Kanbawza Thardi Palace) เพิ่งเริ่มขุดค้นและปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ.2533 และได้จำลองพระราชวังขึ้นโดยจินตนาการขึ้นเองทั้งหมด จากซากปรักหักพังที่ยังหลงเหลืออยู่ และความเร่งรีบที่จะหารายได้จากนักท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลพม่าสร้างวังใหม่ทับซากวังเก่าที่ยังขุดค้นไม่เสร็จ นึกแล้วก็น่าเสียดายนะครับ สันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้าบุเรงนอง ท่านผู้ที่ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้ชนะสิบทิศ และยังเคยเป็นที่ประทับของพระนางสุพรรณกัลยาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งต้องตกเป็นเชลยศึกเมื่อต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ได้เหลือเพียงแต่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ครับ

เมื่อขับรถเข้ามาในพระราชวังบุเรงนอง ตรงเข้ามาเรื่อย ๆ จะมีทางแยก ถ้าไปทางขวา จะเห็นท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าราชการ ซึ่งถูกสร้างจำลองขึ้นมาแทนพระราชวังเดิม โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมพม่าสีเหลืองทองอร่ามไปหมดทั้งภายนอกและภายใน ผมไม่แน่ใจว่าสมัยก่อนจะเป็นทองจริงทั้งหมดหรือเปล่า แต่ ณ ปัจจุบันกรมโบราณคดีพม่าใช้สีเหลืองทองในการทาตัวอาคารทั้งด้านในและด้านนอก และใช้การพ่นสีทองเพิ่มลวดลายลงไปในเสาแต่ละต้น ผมว่าความละเอียดอ่อนสู้บ้านเราไม่ได้ครับ ด้านในพระราชวังจะทำคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าเรื่องราวในอดีต มีการนำราชรถจำลอง โมเดลของพระราชวัง บานประตูไม้ เสาไม้สักขนาดใหญ่ของพระราชวังเดิมวางไว้ให้ชมด้วยครับ

แต่ถ้าหากเลี้ยวซ้าย ก็จะพบตำหนักผึ้ง ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดปรานผึ้งมาก โดยท่านได้นำการต่อสู้ของผึ้งมาใช้เป็นยุทธวิธีในการรบด้วย เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้สร้างพระตำหนักแห่งนี้เสร็จก็มีผึ้งจำนวนมากมาอาศัยทำรังอยู่ที่นี่ด้วย ภายในพระตำหนักจะพบที่ประทับของพระเจ้าบุเรงนอง ที่ฐานของบัลลังก์จะมีรูปสลักของผึ้งอยู่เรียงรายเต็มไปหมด ซึ่งแตกต่างจากกษัตริย์องค์อื่น ๆ ที่จะเป็นรูปสลักสิงห์ ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้สร้างห้องกระจกปิดไว้ที่บัลลังก์ ทำให้การถ่ายรูปค่อนข้างยาก เนื่องจากเห็นเงาสะท้อนมากมาย ผมเองก็ก้ม ๆ เงย ๆ ถ่ายเพื่อให้เห็นเงาสะท้อนให้น้อยที่สุด จนเจ้าหน้าที่เขาคงสงสาร เลยมาเปิดห้องกระจกให้ และพยายามบอกให้ผมเข้าไปถ่าย แต่เอ๊ะ มันผิดสังเกตครับ เหมือนเขาพยายามชักจูงให้เราเข้าไปให้ได้ ผมก็เพียงแต่ส่งสำเนียง Free Free เขาก็ตอบกลับว่า Free Free ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าอะไรมันจะฟรีได้ง่ายดายขนาดนั้น อีกอย่างผมกลัวเขาจะเสียน้ำใจ เลยชะโงกหน้าเข้าไปแล้วก็กดชัตเตอร์ซักเล็กน้อยเพื่อถนอมน้ำใจเขาครับ แต่เขาก็พยายามจะให้ผมเดินเข้าไปตรงกลางให้ได้ โดยการเดินนำผมแล้วไปออกอีกประตูหนึ่ง แต่ผมก็เดินถอยกลับครับ เพราะคิดว่า ถ้าหากเดินไปออกอีกประตูหนึ่ง ผมคงจะต้องเสียเงินค่าทิปให้เขาแน่ ๆ อีกอย่างหากผมไปยืนถ่ายภาพตรงกลาง ก็เก็บรายละเอียดของบัลลังค์ได้ไม่หมดครับ เพราะตัวบัลลังค์ค่อนข้างใหญ่ แต่มีพื้นที่ที่ยืนห่างบัลลังค์เพียงนิดเดียว (ผมไม่รู้ว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่เขาทำให้ผมนั้น เกิดจากความบริสุทธิ์ใจจริงหรือเปล่า หรือต้องการเพียงทิปจากผม หากเขาทำเพื่อความบริสุทธิ์ใจจริง ผมคงต้องกราบขออภัยที่ดูถูกน้ำใจเขามา ณ ที่นี้ด้วยครับ) เมื่อเดินออกจากตัวตำหนักผึ้ง ด้านหน้าจะสามารถมองเห็นพระธาตุมุเตาได้ด้วยครับ

ฝั่งตรงข้ามของตำหนักผึ้ง จะมองเห็นเหมือนหลังคาสังกะสีขนาดใหญ่สีเลือดหมู ซึ่งภายในหลงเหลืออยู่เพียงซากขอนไม้เท่านั้น เล่ากันว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระสุพรรณกัลยา ซึ่งเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าบุเรงนองทรงสร้างตำหนักแห่งนี้ให้ประทับอยู่ด้านหน้าของตำหนักผึ้งครับ

จุดหมายที่ 4 ของผมอยู่ที่วัดพระนอนชเวทัลเยือง (Shwe Thal Yaung)

พระนอนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์มอญ มีอายุราว 1,018 ปี มีความยาว 55 เมตร เป็นพระนอนไสยาสน์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่า รองจากพระตาหวานเจาทัตยี (Kyauk Htatgyi Buddha) ในย่างกุ้ง ที่มีความยาวถึง 70 เมตร ลักษณะการนอนของพระไสยาสน์แห่งนี้เป็นท่านอนพักผ่อน พระเนตรยังเปิด แต่พระหัตถ์วางราบกับพื้นซึ่งต่างกับพระนอนตาหวานเจาทัตยีซึ่งพระเศียรจะวางบนพระหัตถ์ครับ บริเวณบันไดที่จะขึ้นไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกจำนวนมาก สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ผมว่าน่าจะเป็นงานไม้แกะสลัก ที่สลักจากไม้หอมเป็นรูปพระอุปคุตครับ ที่นี่เสียค่ากล้อง 300 จ๊าดครับ

จุดหมายที่ 5  พวกเรามุ่งหน้าสู่มหาเจดีย์ (Maha Zedi) กันครับ

มหาเจดีย์สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนอง เพื่อจะนำพระเขี้ยวแก้วที่ได้มาจากศรีลังกา มาบรรจุไว้ที่เจดีย์แห่งนี้ แต่ภายหลังพระเขี้ยวแก้วโดนยึดไว้ที่เมืองสะกาอิง มัณฑะเลย์  บริเวณชุดฐานของมหาเจดีย์มีลักษณะคล้ายฐานเจดีย์ภูเขาทองที่พระนครศรีอยุธยา วันที่สร้างเจดีย์องค์นี้สำเร็จ พระมเหสีที่เป็นเจ้าหญิงอังวะ ได้ประสูติพระธิดาองค์หนึ่ง ถือเป็นฤกษ์ที่มงคลอย่างยิ่งเลยครับ

มหาเจดีย์ มีฐานเป็นทรงปิรามิดแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่มากเลยครับ เดิมองค์เจดีย์จะเหลือเพียงแต่ฐานเท่านั้น แต่ภายหลังรัฐบาลพม่าได้บูรณะขึ้นมาใหม่ จนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน ทั้ง 4 ด้านขององค์เจดีย์จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปด้านบนด้วย  แต่ผมไม่แน่ใจว่าเขาอนุญาตให้ขึ้นไปได้หรือเปล่า เพราะไม่เห็นมีคนปีนขึ้นไปข้างบนเลย ที่นี่เสียค่ากล้อง 300 จ๊าดครับ

จุดหมายที่ 6 ของเราอยู่ที่วัดกัลยาณี (Kalyani Sima)

พระเจ้าธรรมเจดีย์เป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อต้องการฟื้นฟูพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรมในยุคของท่าน โดยส่งพระภิกษุจำนวนหนึ่งไปศึกษาพระธรรมวินัยในเมืองลังกา เพื่อนำมาเผยแพร่ที่เมืองมอญ เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นบวชเรียนเสร็จก็เดินทางกลับหงสาวดี และพระเจ้าธรรมเจดีย์ก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นที่ชานเมือง แล้วให้ชื่อว่า วัดกัลยาณี ซึ่งเรียกตามชื่อลำน้ำกัลยาณีที่เป็นสถานที่ที่พระมอญได้รับการอุปสมบทที่ลังกา ภายในวัดดูเก่าและเงียบมาก ๆ แทบไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยววัดแห่งนี้เลย ที่ด้านหลังของวัดจะเห็นเหมือนศาลาเล็ก ๆ  ที่ภายในบรรจุหลักศิลาจารึกที่จารึกเรื่องราวการเดินทางเข้ามาของพุทธศาสนาจากเมืองลังกาโดยเหล่าพระภิกษุที่พระเจ้าธรรมเจดีย์ส่งไปศึกษาพระธรรมวินัยครับ

สำหรับจุดหมายที่ 7 ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายในหงสาวดีก่อนที่เราจะมุ่งหน้าสู่ย่างกุ้ง คือเจดีย์ไจ๊ปุ่นครับ

เจดีย์ไจ๊ปุ่น (Kyaik Pun Buddha) เป็นพระพุทธรูปปางประทับนั่งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ หันหลังชนกัน สูง 30 เมตร ประกอบด้วยพระสมณโคดม (ทิศเหนือ),พระโกนาคม (ทิศใต้) , พระกกุสันโธ (ทิศตะวันออก) และพระมหากัสสปะ (ทิศตะวันตก) เล่ากันว่าสร้างโดยสี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา โดยสร้างพระพุทธรูปแทนตนเองและสาบานตนว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ชั่วชีวิต ต่อมา 1 ใน 4 สาวหนีไปแต่งงาน ร่ำลือกันว่าทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นเกิดรอยร้าวขึ้นทันที ผมและสมาชิกคนอื่น ๆ ก็พยายามเดินดูว่าพระองค์ไหนมีรอยร้าว แต่เท่าที่สังเกตดูก็มีรอยร้าวนิดหน่อยที่องค์พระทั้ง 4 เลยสรุปไม่ได้ว่าพระองค์นั้นคือองค์ไหนครับ ที่วัดแห่งนี้เสียค่ากล้อง 300 จ๊าดครับ

หลังจากเยี่ยมชมวัดสำคัญในหงสาวดีเสร็จเรียบร้อย เราก็หาอาหารมื้อเย็นทานกันในเมืองหงสาวดี ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งในเมืองย่างกุ้งเพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังเมืองพุกาม กี้บอกว่าเราจะใช้รถบัสเป็นพาหนะในการเดินทาง และใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง ผมเริ่มรู้สึกกังวลเล็ก ๆ ถึงสภาพรถโดยสาร เพราะการมาพม่าในครั้งแรกของผม ผมเห็นแต่รถทัวร์สภาพเก่า ๆ รวมถึงรถที่ผมเคยใช้ตลอดการเดินทางในครั้งนั้นด้วย ผมว่า รถ ป.2 บ้านเราบางคันยังสภาพดีกว่าเลยครับ นึกถึงรถเก่า ๆ ที่นั่งแคบ ๆ ผมก็เริ่มท้อแล้วครับ

เมื่อรถตู้เข้ามาในเขตสถานีขนส่งแล้ว ผมมองเห็นสภาพรถบัส มันไม่ต่างอะไรกับที่ผมกังวลเลยครับ เมื่อเช้าก่อนออกเดินทางมาพม่า ผมก็ตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อเตรียมมาที่สนามบินดอนเมือง ระหว่างบินก็นอนไม่หลับ เช้ามายังต้องตะเวนทัวร์ทั้งวัน คืนนี้ยังต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ในรถเก่า ๆ อีก โอ้ย แล้วเราจะไหวไหมเนี่ย ผมได้แต่นั่งนึกอยู่ในใจ จนรถตู้พามาจอดที่หลังรถทัวร์ ซึ่งเอ๊ะ ทำไมรถทัวร์ตรงนี้มันใหม่ซะมาก ๆ แถมดูโอ่โถงด้วย ได้แต่ถามกี้ว่า คันนี้หรือเปล่าที่จะเป็นพาหนะพาเราไปพุกาม กี้พยักหน้าแทนคำตอบ ความกังวลของผมเริ่มหมดไป แต่ก็ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะคงต้องรอให้พนักงานขนกระเป๋ามาโหลดกระเป๋าลงใต้ท้องรถเสียก่อน ความกังวลถึงจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง ไม่นานนักพนักงานก็มารับกระเป๋าเราเพื่อไปโหลดใต้ท้องรถ เป็นอันว่า ผมหมดความกังวลไปได้แล้วครับ รถที่ผมใช้เดินทางในครั้งนี้เป็นรถของบริษัท Shwe Mandalar ราคาค่าตั๋วประมาณ 900 บาทครับ เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายรูปสภาพรถมาฝาก เพราะว่าสภาพการจราจรบริเวณนั้นมันจอแจมาก ๆ แถมมืดอีกต่างหาก รถที่ผมนั่งล้อหมุนเวลา 19.00 น.ครับ

สภาพรถด้านในก็ใช้ได้เลยครับ สภาพเบาะดูใหญ่ นั่งสบาย แต่ที่สงสัยคือ มีหมอน 1 ใบ มาเสียบไว้ตรงพนักพิงศรีษะระหว่างเบาะทั้งสอง แปลว่า ถ้าใครขึ้นมาบนรถก่อน ก็มีสิทธิครอบครองหมอนใบนั้นไปหนุนได้ นอกจากนี้แต่ละเบาะจะมีหูฟังส่วนตัว และผ้าห่มอีกคนละผืน  ขอบอกว่า บนรถแอร์เย็นมาก ๆ แถมไม่มีห้องน้ำให้เข้าด้วยครับ บนรถไม่มีของว่างเหมือนรถทัวร์บ้านเรา มีแต่น้ำดื่มให้ 1 ขวด ตลอดการเดินทาง ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน รถออกเดินทางมาได้สัก 3 ชั่วโมง ก็แวะพักให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำ หาข้าวหาปลากินที่จุดจอดรถ ผมเองก็เพิ่งจะเริ่มหลับได้ที่ ก็ต้องมาตื่นเพราะเด็กรถขอร้องให้ลงไปข้างล่าง เขาคงจะพักรถจริง ๆ โดยการดับเครื่อง ปิดแอร์มั้งครับ เลยให้ผู้โดยสารลงจากรถทั้งหมด ช่วงระหว่างหยุดพักรถ เด็กรถจะแจกผ้าเย็น และชุดแปรงสีฟันครับ ไหน ๆ ก็ต้องตื่นแล้ว ผมก็เลยจัดแจงเข้าห้องน้ำล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่นกลับมาเลย

พูดถึงจุดพักรถกันบ้างดีกว่า ผมว่ามันดูหรูหรากว่าจุดพักรถ บขส.บ้านเราแถวทับสะแกอีกครับ ที่นี่เขาทำดูดีมาก ๆ ใช้สีขาวเป็นสีหลักในการตกแต่ง ที่สำคัญมี Free Wifi ด้วย ด้านในก็มีร้านอาหาร แต่ถ้าใครจะกินอาหารค่ำก็คงต้องควักเงินเองนะครับ ไม่มีคูปองอาหารเหมือนบ้านเรา รถแวะให้เราลงไปยืดเส้นยืดสายครึ่งชั่วโมงแล้วเดินทางกันต่อครับ  ช่วงใกล้ ๆ ปลายทาง รถจะหยุดส่งผู้โดยสารตามจุดจอดรถ ถ้าหากว่าปวดฉี่ก็สามารถขอให้เขารอเพื่อเข้าห้องน้ำได้นะครับ ประมาณ 04.30 น. ผมก็เดินทางถึงพุกามโดยสวัสดิภาพ กี้โทรประสานรถที่เราเหมาไว้ให้มารับ เราเข้าพักที่โรงแรม ล้างหน้าล้างตากันประมาณ 15 นาที ก็เริ่มออกทัวร์กันตั้งแต่ตี 5 เลยครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ

Myanmar Now or Never # Bago
โพสต์เมื่อ วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม 2556
เวลา 10:14
เข้าชม 1,706 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/7xMrBn