เมืองพุกาม (Bagan) เมืองแห่งประวัติศาสตร์และปัจจุบันได้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่ได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งทะเลเจดีย์” หรือ “ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์” ว่ากันว่าในป่าเจดีย์แห่งเมืองพุกามนี้ เคยมีเจดีย์รวมกันอยู่มากกว่า 4,000 องค์ ถึงแม้ว่าจะผ่านสงครามและแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งในช่วงพันปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังเหลือเจดีย์อยู่มากถึง 2,230 องค์ และฐานเจดีย์อีกราว 1,800 แห่ง จุดหมายแรกคือการไปดูแสงแรกของพุกาม เราเลือกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่เจดีย์ชเวสันดอร์ (Shwe Sandaw) ซึ่งเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าครับ

เรามาถึงเจดีย์ชเวสันดอร์ประมาณ 05.15 น. มองขึ้นไปด้านบนเจดีย์ก็เห็นแสงแฟลชจากนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็เลยรีบจ้ำเท้าเดินขึ้นบันไดที่สูงชัน มืด ๆ แบบนี้ เพื่อไม่ให้พลัดตกลงจากบันไดก็เลยต้องใช้มือจับราวบันไดไต่ขึ้นไปถึงฐานเจดีย์ด้านบนครับ เมื่อเอามืออกจากราวบันได รู้สึกได้ถึงกลิ่นสนิมติดมือมาด้วย พอแหงนมือออกมาถึงกับต้องตกใจ เพราะคราบสนิมที่ติดมากับราวบันได เมื่อมาเจอน้ำค้างแรง ๆ มันก็เลยทำให้ติดมือเต็มไปหมดเลย โชคดีหน่อยที่ผมยังเก็บผ้าเย็นที่ใช้แล้วที่ได้รับแจกบนรถทัวร์ เลยเอามาเช็ดมือแต่ก็เช็ดไม่สะอาดหรอกครับ เอาไฟฉายส่องดูยังเห็นคราบสนิมติดมืออยู่พอสมควร แต่เวลานี้ผมคงรอช้าไม่ได้แล้ว เพราะใกล้สว่างแล้ว เลยรีบจัดแจงกางขาตั้งกล้อง รีบส่องหาเหลี่ยมมุมสวย ๆ เพื่อจะเก็บบรรยากาศแสงแรกของทะเลเจดีย์แห่งพุกามให้สวยเหมือนดังที่ผมตั้งใจครับ

ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว แต่แสงแรกก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมา ดูท่าวันนี้โชคไม่เข้าข้างผมครับ บนฟ้ามีเมฆเยอะมาก ๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการถ่ายแสงแรกเป็นอย่างมาก ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจอย่างเดียวครับ

ประมาณ 06.30 น. เวลาที่ผมเฝ้ารอก็มาถึง ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ออกมาจากกลุ่มเมฆบ้างนิดหน่อย  ถึงแม้แสงแรกจะมีกำลังไม่พอที่จะทะลุม่านเมฆออกมาให้พวกเราเห็นได้ แต่แสงสีทองยามนี้เมื่อสาดส่องลงมายังกลุ่มเจดีย์ที่อยู่เบื้องหน้าผม ที่รายล้อมไปด้วยสายหมอกบาง ๆ มันช่างงดงามมากๆ ครับ ผมใช้เวลาตรงนี้อย่างคุ้มค่าด้วยการกดชัตเตอร์แบบไม่ยั้ง พยายามเก็บภาพให้ได้มากที่สุด แต่ภาพที่ออกมาผมว่ามันสวยงามไม่เท่าที่ตาเห็นเลยจริง ๆ ครับ

ผมนั่งซึมซับกับบรรยากาศดี ๆ อยู่บนเจดีย์ได้สักพัก ก็เห็นกลุ่มบอลลูนร่วม 10 ลูก ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้นดิน ผ่านพุ่มไม้และทะเลเจดีย์ มันก็สวยงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง การขึ้นไปดูวิวของทะเลเจดีย์บนบอลลูนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่พอมีอันจะกิน เพราะราคาค่าขึ้นบอลลูนต่อหัว รู้สึกว่าราคาเกือบครึ่งหมื่นเหมือนกันครับ ผมเลยเลือกขอนั่งดูบรรยากาศบนเจดีย์ดีกว่า ไม่เสียตังค์ด้วยครับ

หลังจากเต็มอิ่มกับการเก็บเกี่ยวบรรยากาศยามเช้าของทะเลเจดีย์เรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับไปตั้งหลัก ล้างหน้าล้างตา หาอาหารใส่ท้องกันก่อนที่โรงแรม ก่อนเข้าโรงแรม พวกเราผ่านตลาดเช้า ก็เลยเข้าไปเดินชมวิถีชีวิตยามเช้าของคนที่นี่ครับ

หลังจากตุนอาหารลงท้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มออกทัวร์ตามเจดีย์ต่าง ๆ การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในพุกาม นักท่องเที่ยวจะเสียค่าเข้าชมแบบเหมาจ่าย อยู่ที่ 10USD ครับ เข้าชมได้ 5 วัน พุกามแบ่งเมืองเป็น 3 ส่วน เมืองยองอู เมืองพุกามเก่าและเมืองพุกามใหม่ เมืองพุกามเก่าก็จะเป็นพวกเจดีย์ เกี่ยวกับโบราณสถานทั้งหมด ส่วนพุกามใหม่จะเป็นพวกเมืองใหม่ ที่นี่จะมีทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ ท่าเรือ ท่ารถบัส สำหรับจุดหมายที่ 2 ของเราในวันนี้คือ วิหารอานันทเจดีย์ครับ

วิหารอานันทเจดีย์ (Ananda Zedi) เป็นเจดีย์ที่มีศิลปกรรมครบถ้วน ถือเป็นที่สุดของเจดีย์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม สร้างโดยพระเจ้ากยันสิตถา เจดีย์แห่งนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนภูเขานันทมูล บนเทือกเขากันทมาดานะ บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันมีอายุ 921 ปีแล้วครับ เมื่อเจดีย์แห่งนี้สร้างเสร็จ พระเจ้ากยันสิตถาเห็นถึงความงดงามมหัศจรรย์ พระองค์เลยสั่งให้ประหารชีวิตช่างฝีมือทั้งหมด เพราะทรงเกรงว่าช่างผู้สร้างจะไปสร้างเจดีย์ลักษณะนี้อีก องค์พระวิหารมีขนาดใหญ่โตมากและถูกออกแบบให้ภายในมีลักษณะเป็นอุโมงค์ ซึ่งเมื่อพันปีที่แล้วถือเป็นความชาญฉลาดของสถาปนิกพุกามในการคำนวณน้ำหนักจนสร้างช่องอุโมงค์ขนาดใหญ่โตได้สำเร็จ ที่ซุ้มประตูต่าง ๆ ช่างจะเรียงอิฐเป็นแบบโค้ง เขาบอกว่า ในสมัยเมื่อ 900 กว่าปีมาแล้ว ช่างยุโรปเท่านั้นถึงจะเรียงอิฐแบบนี้ได้ แต่ช่างที่พุกามก็สามารถทำได้เช่นกัน

ภายในอานันทวิหาร เราสามารถเดินเข้าไปข้างในได้ โครงสร้างของเจดีย์จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีมุขยื่น 4 ทิศ ประตูทางเข้าเป็นประตูโค้ง บางซุ้มประตูยังหลงเหลือจิตกรรมฝาผนังอยู่เลยครับ ทั้ง 4 ทิศจะประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนแกะสลักจากไม้ ปิดทอง สูง 9.5 เมตร พระพุทธรูปทั้ง 4 องค์ประกอบด้วย ทิศเหนือ : พระกกุสันโธพุทธเจ้า ,ทิศตะวันตก : พระโคตมพุทธเจ้า (องค์ใหม่) โดยจะมีพระชินอรหันต์อยู่ข้าง ๆ ด้วย พระชินอรหันต์เป็นคนเอาศาสนาพุทธเข้ามาในพุกาม ,ทิศตะวันออก : พระโกนาคมน์พุทธเจ้า (องค์ใหม่) สร้างแทนองค์เดิมที่ถูกโจรกรรมไป (บางคนก็บอกว่าโดนไฟไหม้) และองค์สุดท้ายคือพระกัสสปพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ เป็นพระพุทธรูป 1 ใน 2 ที่ยังเป็นองค์เดิมอยู่  จะมีความพิเศษต่างจากองค์อื่น ๆ คือเมื่อเรายืนใกล้ ๆ องค์พระ จะรู้สึกเหมือนท่านมีสีหน้าเรียบเฉย แต่เมื่อเดินห่างออกจากองค์พระไป สีหน้าที่เรียบเฉยก็จะกลายเป็นยิ้ม (แป้น) เลยครับ ถือว่าเป็นความอัจฉริยะของช่างในการออกแบบในการเล่นกับแสง ถ้าเราอยู่ต่างตำแหน่ง ก็จะเห็นท่านต่างออกไป ในวิหารแห่งนี้ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ประตูไม้บานใหญ่มากที่พระเจ้าบุเรงนองได้สร้างขึ้น มีอยู่เพียงประตูเดียวครับ

เมื่อผมชมด้านในวิหารเสร็จ ก็ออกมาเดินชมด้านนอกของวิหาร พื้นที่ด้านนอกค่อนข้างกว้างขวางมาก เนื่องจากการเข้าชมวัดในพม่าจะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า ดังนั้นการที่เดินรอบวิหารต้องระมัดระวังเรื่องเศษก้อนหินเล็กๆ และเศษหนามจากกิ่งไม้ให้ดี ๆ นะครับ เพราะผมเองก็เดินเหยียบหนามมาแล้วเหมือนกัน น้องอีกคนซิครับ เหยียบเศษหินเล็ก ๆ จนทะลุเข้าไปในเท้าเลย เลยต้องเดินเท้ากระเผกไปตลอดทริป 9 วันเลยครับ ด้านนอกนั้นจะเห็นรูปปั้นสิงห์ที่มี 1 หัวใน 2 ตัวครับ เหมือนสิงห์แฝดที่ใช้หัวร่วมกันนะครับ

จุดหมายที่ 3 อยู่ที่วิหารติโลมินโล

วิหารติโลมินโล (Htilominlo) เป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์ติโลมินโล หรือ เจดีย์ฉัตรตั้ง ถูกสร้างในสมัยพระเจ้านาตองมยา (Nandaungmya) เป็นเจดีย์ 3 ชั้น สูงประมาณ 46 เมตร สร้างด้วยอิฐสีแดง เจดีย์นี้ตอนที่กษัตริย์ของพุกามป่วย แล้วมีพระชายาองค์หนึ่งมาคอยดูแล แล้วกษัตริย์ก็รับปากกับพระชายาองค์นั้นว่าเวลาจะตั้งใครเป็นรัชทายาท ก็จะเอาลูกของพระชายาองค์นั้นมาพิจารณาด้วย แต่ตามธรรมเนียม ต้องตั้งลูกของพระอัครมเหสีไปเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แต่ว่าเมื่อรับปากไว้แล้ว ท่านก็เลยใช้วิธีการเอาฉัตรมาเสี่ยงทาย ณ วิหารแห่งนี้ ฉัตรเสี่ยงทายได้ชี้ไปที่ลูกของพระชายาองค์นั้น ลูกของพระชายาก็เลยกลายเป็นกษัตริย์องค์ต่อมา เขาก็เรียกว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” กษัตริย์องค์ที่ได้รับการเสี่ยงทายก็เลยสร้างเจดีย์นี้ขึ้นมาเป็นอนุสรณ์ เจดีย์แห่งนี้ส่งอิทธิพลโดยตรงต่อวิหารและเจดีย์หลายแห่งในล้านนาไทย เช่นวัดเจ็ดยอดในจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อเดินเข้ามาในเขตของวิหาร แต่ยังไม่ต้องเข้าในตัววิหารนะครับ ให้เดินไปทางด้านขวาของวิหาร จะเห็นซุ้มประตู หากเดินผ่านซุ้มประตูนี้ออกไป เราจะเห็นวิหารองค์เล็ก ๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ จุดนี้เราสามารถเดินขึ้นไปดูวิวของวิหารติโลมินโลได้อย่างเต็มองค์ครับ แต่ไม่ต้องกลัวว่าไปแล้วจะหลง เพราะจะมีพ่อค้า แม่ค้าชาวพม่า พยายามตื้อให้เราเดินขึ้นไปดูวิวให้ได้ และจะคอยเดินตามเราเป็นเงาตามตัว แต่เขาก็จะช่วยบอกทางขึ้นให้ผมเหมือนกัน เพราะผมหาบันไดทางขึ้นไม่เจอ บันไดทางขึ้นค่อนข้างลึกลับอยู่เหมือนกันครับ จุดประสงค์ของพ่อค้าแม่ค้าที่เดินตามเรามานั้น เพื่อที่จะให้เราช่วยซื้อสินค้าเขาบ้าง เพราะเขาถือว่า เขาพาเรามาดูวิวที่จุดนี้แล้ว อันนี้ถ้าหากใครไม่ต้องการซื้อสินค้าเขา ก็คงต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการตีชิ่งออกมานะครับ สำหรับผม ผมเดินทำหน้ามึน ๆ ออกมาครับ

จุดหมายที่ 4 อยู่ที่ วิหารอุบาลีเต็ง (Upalithein)   คำว่าอุบาลี  หมายถึงพระภิกษุในรัชกาลพระเจ้านันดวงมยา   ส่วนคำว่า "เต็ง" แปลว่าอุโบสถ  สิม หรือสีมา  รวม ๆ แล้วหมายถึง สีมาแห่งพระอุบาลี  ลักษณะโครงสร้างของวิหารแห่งนี้เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กประดับอยู่ตรงกลางหลังคา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ส่วนผนังและเพดานตกแต่งด้วยจิตรกรรมที่งดงาม โดยเล่าเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า 27 องค์ รวมถึงพระโคตมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน วิหารแห่งนี้ถือว่าเป็นสุดยอดจิตรกรรมฝาผนังแห่พุกามเลยครับ ภายในวิหารไม่ใหญ่มาก และจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่เพราะข้างในห้ามถ่ายรูปครับ

จุดหมายที่ 5 ของผมคือพระธาตุชเวซิกอง ซึ่งเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่าครับ

เจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon) สำหรับความหมายของชื่อนั้น “ชเว” แปลว่าทอง “สิกอง” แปลว่าชัยชนะ “ชเวสิกอง” มีความหมายถึงทองแห่งชัยชนะ เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ต้นแบบพุทธศิลป์พม่า ถือว่าเป็นเจดีย์ที่สำคัญมาก เพราะเป็นเจดีย์แรกที่สร้างในสมัยราชวงศ์แรกของพุกาม สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามหาราชที่เป็นต้นราชวงศ์ของพม่าเลยครับ เจดีย์นี้มีความสำคัญคือแสดงถึงชัยชนะที่ไปรบมอญได้ ที่เจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 3 ส่วน คือ พระเขี้ยวแก้ว พระธาตุกระดูกไหล่ และพระธาตุพระนลาฎ (หน้าผาก) ชาวพม่าเชื่อว่ามีสิ่งอัศจรรย์ 9 อย่างที่เกิดในเจดีย์แห่งนี้ ประกอบด้วย

1.  แม้ยอดเจดีย์จะอยู่สูงถึงเพียงนั้น  แต่ก็ไม่ได้เสริมเหล็ก
2.  แม้จะมีเงา  แต่เงาของเจดีย์ก็ไม่ออกนอกฐานสี่เหลี่ยม  หากวันใดที่เงาล้ำออกไปนั่นคือ  ลางร้าย
3.  แม้กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่ปิดไว้บนยอดเจดีย์จะปลิว  แต่ก็ไม่ปลิวพ้นฐานของเจดีย์
4.  แม้มีผู้แสวงบุญมามากมายก็รองรับได้หมด  
5.  แม้จะเช้าสักเพียงใดก็ยังพบข้าวสุกใส่ไว้ในบาตรเพื่อเป็นทานอยู่ก่อนเสมอ
6.  แม้จะตีกลองดังเพียงใด  ฝั่งตรงกันข้ามของเจดีย์ก็ไม่ได้ยินเสียง
7.  แม้เจดีย์จะตั้งอยู่บนพื้นราบ  แต่ก็เกิดภาพลวงตาว่าตั้งอยู่บนที่สูง
8.  แม้ฝนจะตกหนักเพียงใดน้ำก็ไม่ท่วมขัง
9.  แม้จะเป็นเวลาใดต้นพิกุลก็จะออกดอกงามทั้งปี

เท่าที่ผมได้เดินสำรวจตามสิ่งอัศจรรย์ 9 อย่าง ผมเห็นได้อย่างเดียวครับ คือ ดอกพิกุลออกดอกทั้งปี นอกนั้นผมไม่รู้จะพิสูจน์ยังไงครับ

บริเวณใกล้ ๆ ฐานของเจดีย์ จะมีหลุมสมดุลเจดีย์ ซึ่งเป็นจุดสมดุลของการดูยอดเจดีย์ไว้สำหรับให้ช่างผู้สร้างเจดีย์ดูว่ามีความสมดุลหรือเปล่า บางตำนานเล่าว่าเพราะเจดีย์มีความสูงมาก จึงต้องทำหลุมไว้ให้พระมหากษัตริย์ที่เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลได้ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ชัดเจน เนื่องจากหลุมมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 3 นิ้ว ดังนั้นหากยืนดูจะเห็นเงาสะท้อนได้ไม่เต็มองค์ แต่หากยิ่งคุกเข่าและน้อมตัวลงต่ำเสมือนแสดงความคารวะเบื้องหน้าองค์พระเจดีย์มากเพียงใด ภาพสะท้อนของเจดีย์ชเวสิกองก็จะยิ่งปรากฎให้เห็นเต็มองค์มากขึ้นเท่านั้น ผมดูแล้วผมก็ไม่รู้ว่าการจะดูให้สมดุลมันเป็นยังไง ใช้สิ่งใดเป็นหมุดอ้างอิง แต่ที่เห็นก็คือ เห็นเงาสะท้อนอย่างชัดเจนจริง ๆ ครับ

จากการที่ผมเดินเท้าเปล่าเข้าวัดต่าง ๆ ในช่วงเช้า ที่กินพื้นที่กว้างมาก แถมพื้นบางแห่งก็ไม่เรียบ เหมือนเราเดินบนก้อนหินสำหรับนวดเท้า นาน ๆ เข้าจึงรู้สึกปวดระบมที่เท้าไปหมดครับ แต่โชคดีหน่อยที่ผมเป็นเพียงข้างเดียว หากเป็นสองข้างคงเดินต่อไม่ไหวแน่นอน ยิ่งพื้นที่ภายในของพระธาตุชเวซิกองกินพื้นที่กว้างมาก ยิ่งทำให้เท้าผมระบมเข้าไปใหญ่เลยครับ

จุดหมายที่ 6 ของผมอยู่ที่วิหารสุลามณี (Sula Mani) ที่นี่ได้สมญานามว่า “Crowning Jewel or Small Ruby” หรือหมายถึงสุดยอดแห่งอัญมณี วิหารแห่งนี้มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นการผสมผสานรูปแบบของวิหารสัพพัญญูและวิหารธรรมยางยี เป็นวิหารที่มี 2 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานที่กว้าง มองดูคล้ายปิรามิด มีเจดีย์เล็ก ๆ ตั้งอยู่แต่ละมุมของแต่ละชั้นเพื่อเป็นบริวารของยอดประธาน ด้านนอกของวิหาร มีการก่ออิฐที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในพุกาม มีการนำวัสดุที่คล้ายกระเบื้องเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการตกแต่งด้วย ปัจจุบันก็ยังคงมีให้เห็นนะครับ แต่บางส่วนก็มีการชำรุดลงไปบ้างเหมือนกัน ตามซุ้มประตูมีการแกะสลักลวดลายที่ถือว่าละเอียดอ่อนและสวยงามมาก ๆ ครับ

สำหรับด้านในจะมีจิตกรรมฝาผนังที่ถือว่ายังคงความสมบูรณ์อยู่มาก ผมสังเกตว่าตามประตูต่าง ๆ จะมีการประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่แทบทุกประตู ทำให้เวลาที่แสงสาดเข้ามาตามช่องประตูสู่องค์พระ องค์พระจะดูเด่นมาก ๆ ครับ เพราะด้านในวิหารจะค่อนข้างมืด

ยิ่งบ่าย ก็ยิ่งร้อน และยิ่งเหนื่อยครับ ผมเลยมานั่งพักเอาแรง พักเท้า ใต้ต้นไม้ข้าง ๆ เจดีย์ นั่งได้สักพักก็เกิดอาการเคลิ้มได้เหมือนกัน คงจะเหนื่อยจากการเดินทาง และพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมตั้งแต่เช้าก็ออกทัวร์วัดทั้งวัน ก็เลยต้องหาวิธีทำให้ร่างกายฟื้นตัว โดยการเดินเล่น ดูสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้ามาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณทางเข้าวัดครับ สินค้าจะเป็นประเภทงานหัตถกรรมทำมือเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาชัก รูปวาดต่าง ๆ หมวกสาน เสื้อ รวมถึงของที่ระลึกอื่น ๆ อีกมากมาย

หลังจากที่ร่างกายฟื้นตัวเรียบร้อยแล้ว  ก็ออกเดินทางสู่จุดหมายที่ 7 คือวิหารธรรมยางยี (Dhammayangyi) ซึ่งเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดของพุกามครับ

ว่ากันว่า เจดีย์ทั้งหมดในอาณาจักรพุกาม ล้วนสร้างขึ้นด้วยความเต็มใจและแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ของชาวบ้านทั้งสิ้น ยกเว้นอยู่เพียงเจดีย์เดียว คือวิหารธรรมยางยี ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างโดยพระเจ้านราธู กษัตริย์ที่โหดร้ายมาก ๆ เพราะพระเจ้านราธูฆ่าพระราชบิดา และพระเชษฐา เพื่อที่ท่านจะได้ขึ้นครองราชย์ แต่ภายหลังที่ได้ทำลงไปแล้วจึงรู้สึกสำนึกผิด ก็เลยอยากจะสร้างเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด สวยที่สุดกว่าเจดีย์ใด ๆ ในอาณาจักรพุกามเพื่อไถ่บาป จะเรียกเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ไถ่บาป ก็คงไม่น่าผิดนะครับ นอกจากนั้นพระองค์ยังฆ่าพระมเหสี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงลังกาอีกด้วย ท้ายสุดพระเจ้านราธูทรงขึ้นครองราชย์ได้เพียง 4 ปี ก็ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ โดยพระบิดาของพระมเหสีได้ส่งนายทหารจากลังกามาปลงพระชนม์ครับ

ที่ด้านในของเจดีย์ หากสังเกตการเรียงอิฐของที่นี่ดี ๆ เขาบอกกันว่า จะเอาเข็มสอดเข้าไปในช่วงรอยต่อของอิฐแต่ละก้อนไม่ได้เลย มีตำนานเล่าว่า ถ้าหากช่างเรียงอิฐไม่สนิท แล้วเอาเข็มสอดเข้าไปได้ จะโดนพระเจ้านราธูตัดมือทันที

ด้านในเจดีย์ จะมีก้อนหินสี่เหลี่ยมสองก้อนใหญ่ ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าจะเป็นหินสำหรับตัดมือช่างที่เรียงหินไม่สนิทด้วยครับ เพราะสังเกตได้จากที่แท่งหินจะสลักเป็นร่องลึกลงไป เมื่อเอาแขนมาวางลงในร่อง แขนจะแนบสนิทกับร่องหินทันที แล้วเขาจะใช้มีดเพื่อตัดมือครับ เจดีย์ธรรมยางยี เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรพุกาม แต่เป็นเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ และแทบไม่มีชาวบ้านมากราบไหว้บูชาตราบจนทุกวันนี้

แล้วโปรแกรมที่ 8 ซึ่งเป็นโปรแกรมปิดท้ายวันนี้ของผมก็มาถึง เป็นเหมือนกิจกรรมภาคบังคับที่นักท่องเที่ยวทุกคนเฝ้ารอ นั่นก็คือการรอชมพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางกลุ่มเจดีย์กว่า 4,000 องค์ กล่าวกันว่าเจดีย์เกือบทั้งหมดในพุกามสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ ชาวพุกามถือว่า เจดีย์ คือสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่ชาวพุกามช่วยกันสร้างเจดีย์จนมากมายนับไม่ถ้วนเช่นนี้ เป็นการประกาศว่า พุกามคือดินแดนแห่งพระพุทธ

สำหรับสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินนั้น มีจุดแนะนำอยู่ 2 แห่งครับ คือ วิหารเพชรตาจี และวิหารธรรมยาสิกะ เผอิญผมมีเวลาอยู่ที่พุกามถึง 2 คืน จึงสามารถเลือกชมพระอาทิตย์ตกได้จากทั้ง 2 ที่ โดยในวันนี้ผมเลือกชมที่วิหารเพชรตาจีครับ

ผมไปถึงวิหารเพชรตาจีตั้งแต่สี่โมงครึ่ง เลยมีเวลานั่งพักผ่อนเอาแรงอยู่นานพอสมควร ช่วงเวลานี้นักท่องเที่ยวแทบไม่มีเลยครับ ผมเลยมีเวลาเดินหามุมสวย ๆ เพื่อรอช่วงแสงสุดท้าย ได้มุมเหมาะแล้วก็รีบจับจองพื้นที่กันเลย สักพักเห็นพ่อค้าเริ่มเอาสินค้ามาวางจำหน่ายกันบนจุดชมวิวเลยครับ

มองจากด้านบนของวิหารเพชรตาจี ออกไปด้านนอก เห็นพื้นที่ของพุกามค่อนข้างแห้งแล้ง ลักษณะดินเป็นดินปนทราย บางคนเชื่อว่าต้นไม้ในพุกามถูกตัดไปจนหมด เพื่อนำมาเผาอิฐ สร้างเจดีย์กว่า 4,000 องค์อย่างที่เห็น แต่ก็มีข้อแย้งว่า พุกามก็แห้งแล้งเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะมีการจัดให้พื้นที่เพาะปลูกออกไปอยู่นอกเมือง โดยเตรียมระบบชลประทานไว้เป็นอย่างดี

ใกล้เวลาที่พระอาทิตย์จะตกก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นมาที่จุดชมวิวแห่งนี้ แต่ดูเหมือนสภาพอากาศจะไม่อำนวยครับ ฟ้าปิดซะอย่างงั้น  แต่ผมก็ถือว่าไม่โชคร้ายไปซะทีเดียว พระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ ได้เปล่งแสงส่องผ่านกลุ่มเมฆออกมา ทำให้แสงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมส่องแสงเป็นลำแสง สาดมายังเหล่าเจดีย์ที่อยู่เบื้องหน้า มันก็เป็นอีกภาพที่ติดตาผมซะจริง ๆ ครับ ผมอาศัยช่วงเวลานี้กดชัตเตอร์แบบไม่ยั้งเหมือนกัน แต่ภาพที่ได้มาก็ไม่สวยเท่าที่ตาผมเห็น และคิดว่า คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมประทับใจในช่วงค่ำนี้ เพราะหลังจากลำแสงนี้หายไป ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน และแสงสุดท้ายก็ไม่โผล่ออกมาให้เราเห็นครับ แต่ไม่เป็นไร ผมยังมีโอกาสแก้ตัวพรุ่งนี้อีกวันสำหรับพุกาม หลังอาหารเย็น ผมรีบเข้าที่พักเพื่อนอนพักผ่อน หลังจากที่อดหลับอดนอนมาร่วม 2 วัน 1 คืน คืนนี้ผมพักที่ Arthawka Hotel ค่าที่พักน่าจะประมาณคืนละ 2,300 บาทครับ

โปรแกรมของเช้าวันที่ 3 ผมไม่มีแผนที่จะออกไปดูแสงแรก เลยตื่นสายได้ แต่ตื่นมาแล้ว รู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก ที่ผมไม่ได้ออกไป เพราะว่าวันนี้ฟ้าเปิดมาก ๆ ท้องฟ้ามีสีฟ้าเข้ม ปลอดเมฆด้วยครับ นึกแล้วยังเสียดายอยู่ไม่หาย เช้านี้เราประเดิมสถานที่แรกกันที่วิหารธรรมยาสิกะ ซึ่งเป็นจุดที่เราตั้งใจจะมาชมพระอาทิตย์ตกดินกันวันนี้ วิหารแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากที่เราพัก เราเลยขอมาสำรวจพื้นที่กันก่อนว่าเหมาะกับการมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินหรือไม่ ถ้าไม่ เราจะไปล่องเรือในแม่น้ำอิรวดีชมพระอาทิตย์ตกกันกลางน้ำ แต่มติของคณะคือ เย็นนี้เราจะมาเก็บแสงสุดท้ายกันที่วิหารแห่งนี้ครับ

เจดีย์ธรรมยาสิกะ (Dhamma Ya Zi Ka Pagoda) เป็นเจดีย์ฐานทรงห้าเหลี่ยมแห่งเดียวในพุกาม ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รับมอบมาจากกษัตริย์ศรีลังกา เจดีย์แห่งนี้มีพระพุทธรูปแทนอดีตพระพุทธเจ้าครบทั้ง 5 ภาคด้วยครับ ประกอบด้วย พระกุกกุสันโธ (พระพุทธเจ้าในภาคอดีต) พระโกนาคม (พระพุทธเจ้าในภาคอดีต) พระกัสสปะ (พระพุทธเจ้าในภาคอดีต) พระโคตรมะ (พระพุทธเจ้าในภาคปัจจุบัน) และพระเมตตรัย (พระพุทธเจ้าในภาคอนาคต) ฐานเจดีย์ก่ออิฐ ส่วนตัวเจดีย์ถูกตกแต่งด้วยสีทอง แต่เนื่องจากผ่านการบูรณะมาหลายปี ทำให้สีทองได้หลุดร่อนไปบ้างครับ  สำหรับการเดินขึ้นไปด้านบนเจดีย์ จะมีบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ทิศ บันไดค่อนข้างแคบและชัน จะขึ้นด้านบนคงต้องใช้ความระมัดระวังกันด้วยนะครับ ที่นี่เคยมีผู้ถ่ายภาพเจดีย์แต่ติดวิญญาณนักรบโบราณ พลเอกขิ่นยุ่นต์ ผู้ที่เคยมาบูรณะเจดีย์แห่งนี้ด้วยครับ หากใครอยากเห็นภาพนั้นให้เดินไปทางด้านซ้ายของเจดีย์นะครับ จะเห็นศาลาเล็ก ๆ อยู่ศาลาหนึ่ง ด้านในจะมีภาพถ่ายติดวิญญาณครับ

ออกจากเจดีย์ธรรมยาสิกะ ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ 2 เจดีย์โลกะนันทะ จากลานจอดรถ เราต้องเดินขึ้นบันไดอีกเล็กน้อย เพื่อขึ้นมายังบริเวณของเจดีย์ ช่วงที่ผมไป เจดีย์อยู่ระหว่างบูรณะ ที่นี่เขาจะใช้วัสดุที่ทำจากไม้ไผ่เอามาทำเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วจะเอามาสานให้เป็นแผ่น ๆ แล้วมาปิดรอบองค์เจดีย์ ลักษณะคล้าย ๆ สแลนกันแดดบ้านเราครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่เขาไม่ใช้สแลนเพราะที่นี่อาจหาซื้อได้ในราคาแพงหรือเปล่า หรือเขายังอนุรักษ์ใช้ของจากธรรมชาติอยู่ บริเวณเชิงบันได มีแม่ค้าขายของอยู่พอสมควร แต่ที่สะดุดตาผมคือ ทอดมันกุ้งครับ อยากลองแต่ไม่กล้า อิอิ

เจดีย์โลกะนันทะ (Loka Nanda ) สร้างโดยพระเจ้าอโนรธา บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลองเหมือนเจดีย์ชเวสิกอง รูปทรงเจดีย์คล้ายรูปน้ำเต้า เจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิรวดี ว่ากันว่าความรุ่งเรืองของการค้าในอาณาจักรพุกามสมัยนั้น พ่อค้าต่างแคว้น ทั้งมอญ ยะไข่ เมืองลังกา จะนำเรือล่องมาค้าขายในพุกามกันมากมาย พ่อค้าเหล่านี้จะอาศัยเจดีย์แห่งนี้เป็นจุดสังเกต หากเห็นเจดีย์สีทองอร่ามของเจดีย์โลกะนันทะ ก็แปลว่าเดินทางถึงพุกามแล้ว จากนั้นออกเดินทางสู่จุดหมายที่ 3 วิหารมนูหะ (Manuha) ครับ

เมื่อเกือบ 5,000 ปีก่อน ดินแดนส่วนหนึ่งของพม่าเคยเป็นของชาวมอญ แต่พออาณาจักรพุกามถือกำเนิดขึ้น กษัตริย์พุกามพระองค์แรกได้ยกทัพไปตีเมืองหลวงของชาวมอญจนเหลือแต่ซาก โดยอ้างว่าเพื่อนำพระไตรปิฎกมาไว้ที่พุกาม พระเจ้ามนูหะ (กษัตริย์มอญ) และพระอัครมเหสี ถูกนำมาคุมขังไว้ทางใต้ของกรุงพุกาม ณ ที่แห่งนั้น กษัตริย์พุกามทรงมีพระราชานุญาตให้กษัตริย์มอญสร้างวัดขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศล วัดดังกล่าวคือวิหารมนูหะ กษัตริย์มอญจึงทรงถือโอกาสนี้ระบายความรู้สึกระหว่างถูกคุมขัง ด้วยการสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่โตจนคับวิหาร เพื่อประชดกษัตริย์พม่า เรียกขานกันว่า “พระอึดอัด” มาตราบจนทุกวันนี้ ขนาบข้างด้วยพุทธสาวก ก็สร้างให้อึดอัดเหมือนกัน องค์พระทุกส่วนสร้างติดผนังทั้งหมด ดูแล้วก็อึดอัดแทนจริง ๆ ขนาดผมตัวเล็ก ๆ เนี่ย ยังแทบเดินผ่านองค์พระกับผนังวิหารไม่ได้เลยครับ

ทางด้านหลังของวิหาร ยังมีพระอีกหนึ่งปาง เรียกว่าพระไสยาสน์ปางปรินิพพาน พระหัตถ์ขวาของพระองค์จะวางราบกับพื้น ซึ่งพระไสยาสน์แบบปกติจะไม่วางพระหัตถ์แนบกับพื้น เขาก็เลยตีความกันว่า ปางไสยาสน์แบบนี้เป็นปางไสยาสน์แบบปรินิพพานครับ ที่พระโอษฐ์มีรอยยิ้ม เชื่อว่าพระเจ้ามนูหะพยายามจะสื่อความหมายว่ามีแต่ความตายเท่านั้นที่จะทำให้ท่านได้อิสรภาพ

ผมเห็นภาพพระนอนนี้อยู่ในโปสการ์ดที่เด็ก ๆ มาเร่ขายให้กับนักท่องเที่ยว ผมเห็นเขาเอาเณรมาเป็นส่วนประกอบในภาพ ดูแล้วสวยมาก ๆ ผมเลยเดินออกไปที่ลานจอดรถเพื่อหาเณรมาประกอบในภาพของผมบ้าง เรียกได้ว่าขอก๊อบมุมโปรฯ หน่อย ก่อนอื่นก็ไปเดินหาซื้อเทียนก่อน เด็ก ๆ ที่ขายของหน้าวัดรีบจัดแจงวิ่งข้ามถนนเพื่อไปเอาเทียนมาขายผม พร้อมบอกราคาที่สูงลิ่วถึง 30 บาท ผมนึกในใจว่าเทียนเมืองไทยยังไม่แพงเท่านี้เลย ผมก็เลยเดินข้ามถนนไปที่ยังร้านที่เด็ก ๆ เหล่านั้นไปเอาเทียนมาขายผม แม่ค้าบอกราคาแค่ 15 บาทเอง ดีนะที่ผมไม่รีบซื้อจากเด็ก ๆ พวกนั้นก่อน เหมือนเป็นโชคดีของผมด้วย ที่เห็นเณรสองรูปลงจากรถโดยสาร แล้วนั่งพักอยู่ที่ร้านค้าใกล้ ๆ กับที่ผมซื้อเทียนพอดี ก็เลยทำกวักมือเรียกเณร แล้วทำท่าเหมือนถ่ายรูปแล้วชี้ไปในวัด เณรคงเข้าใจครับว่าผมต้องการอะไร พร้อมทำหน้าเซ็ง ๆ เล็กน้อย เดินตามผมเข้าไปในวิหารพระนอน

เมื่อเดินเข้าไปในวิหาร แทบไม่ต้องบอกว่าให้เณรทำอะไรเลย เหมือนเณรรู้หน้าที่ จัดแจงเดินขึ้นไปอยู่บนพระหัตถ์ของพระนอนนั้นอย่างไม่รอช้า รอให้ผมบอกการแอคติ้งเท่านั้นเอง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจผมก็เลยถวายดินสอ ลูกอม และถวายปัจจัยไปนิดหน่อยครับ   

ด้านข้างของวิหารวัดมนูหะมีอาคารประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์พระเจ้ามนูหะและพระอัครมเหสีที่ถูกจับมาจองจำไว้ด้วยกัน หากเดินเลยจากวิหารมนูหะเข้าไปอีกนิดหน่อย ก็จะถึงจุดหมายที่ 4 คือวิหารนันปะยา (Nanpya) ครับ

วิหารนันปะยา ตามตำนานกล่าวว่า สร้างเพื่อเป็นตำหนักไว้จองจำพระเจ้ามนูหะ แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า วิหารนันปะยาน่าจะเป็น ศาสนสถานมาตั้งแต่แรก เพราะภายในคูหามีแท่นประดิษฐานรูปเคารพ ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะว่างเปล่าแต่ขนาดของแท่นเหมาะแก่การประดิษฐานพระยืนตามแบบพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม  จุดที่น่าสนใจภายในคูหาวิหารแห่งนี้ คือเสาใหญ่สี่เหลี่ยมสี่ต้นที่เป็นโครงสร้างหลักรองรับส่วนบน โดยเหลี่ยมของเสากรุด้วยศิลาและมีภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นภาพบุคคลมีสี่หน้าประทับบนแท่นดอกบัวในมือถือดอกบัว ทำให้มีการตีความหมายว่าเป็นพระพรหม เทพชั้นสูงในศาสนาฮินดู และวิหารนันปะยาอาจเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือพระโพธิสัตว์สมันตมุข (พระโพธิสัตว์ที่มีพระพักตร์อยู่โดยรอบ เช่นเดียวกับปราสาทบายนในเขมร) ปัจจุบันโครงสร้างของวิหารน่าจะมีการทรุดตัวลงมาบ้าง เพราะด้านในมีการใช้เหล็กทำเป็นโครงสร้างเพื่อช่วยค้ำยันไม่ให้วิหารทรุดลงมามากกว่าเดิมครับ จุดหมายที่ 5 ของผมอยู่ที่วัดมะยะเจดีย์

วัดมะยะเจดีย์ (Maya Zedi) สร้างโดยเจ้าชายรัชกุมาร พระราชบุตรของพระเจ้าจันสิตตา ที่นี่มีหลักศิลาจารึกเรื่องราวของพระราชบิดาและของพระองค์เอง จารึกเป็น 4 ภาษา คือ พม่า มอญ ปยู และบาลี ด้านข้างขององค์เจดีย์จะมีร้านขายของมากมาย พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ บางคนพูดภาษาไทยได้ด้วยนะครับ มีพ่อค้าขายมะขามกวนคนนึง กำลังนั่งสาละวนปั้นมะขามกวนอยู่ เขาก็พูดทักทายเป็นภาษาอังกฤษ เราก็เผลอพูดภาษาไทยใส่เขาไป เขาก็บอกว่าเขาพูดไทยได้นิดหน่อย แล้วเขาก็ให้เราลองชิมมะขามดู เป็นจังหวะที่พี่ในกลุ่มผมเดินเข้ามาพอดี แล้วก็ลองชิมมะขาม พี่แกก็พูดออกมาว่า ไม่อร่อยเลย พ่อค้าได้ยินก็หน้าตาเจื่อน ๆ ไป ผมเลยกระซิบบอกพี่แกว่า พี่ครับ พ่อค้าเขาฟังภาษาไทยออกนะครับ เท่านั้นแหล่ะครับ เลยต้องควักเงินช่วยอุดหนุนมะขามแกมานิดหน่อยแล้วรีบเดินออกจากร้านโดยทันที มาประเทศเพื่อนบ้านแบบนี้คงต้องระวังครับ จะพูดอะไรต้องดูหน้าดูหลังนิดนึง เพราะคนแถวนี้เขาไปทำงานบ้านเราก็เยอะครับ เดินถัดออกมาจากวัดมะยะเจดีย์ ก็ถึงจุดหมายที่ 6 คือวิหารกู่เป้าจี

วิหารกู่เป้าจี (Gu Byauk Gyi)  วิหารแห่งนี้ออกแบบให้แสงภายนอกส่องเข้าหาองค์พระพุทธรูป ทำให้ดูสวยงาม ที่นี่ถือว่าเป็นสุดยอดจิตกรรมฝาผนังครับ เพราะภายในยังมีจิตกรรมฝาผนังยุคแรกของพุกามเหลือมากที่สุด เป็นภาพพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ด้านในไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ จุดหมายที่ 7 ของผมคือ มิงกาลาเจดีย์

มิงกาลาเจดีย์ (Mingala Zedi) แปลว่า “เจดีย์แห่งความเป็นสิริมงคล” อยู่ทางตอนใต้ของเมืองพุกามเก่า จัดเป็นประเภทเจดีย์ก่ออิฐตัน หรือ สถูป ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ประดับลวดลายปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก กึ่งกลางแต่ละด้านมีบันไดทอดขึ้นไปยังชั้นที่สูงขึ้น และมีสถูปทรงหม้อน้ำตั้งประจำอยู่ที่มุมทั้ง 4 ของฐานแต่ละชั้น กษัตริย์ผู้สร้างคือพระเจ้านรสีหปติ ใช้เวลาในการสร้างถึง 6 ปีเต็ม ทรงปรารถนาจะสร้างให้ยิ่งใหญ่เทียบเคียงเจดีย์ชเวสิกอง โดยท่านให้ทหาร 2 นายไปวัดสัดส่วนจากของจริง เจดีย์ทั้งสองจึงต่างกันแค่ขนาดของอิฐที่ก่อเท่านั้น มีเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อครั้งสร้างเจดีย์นี้ได้ระยะหนึ่ง ได้มีเสียงล่ำลือว่า หากการก่อสร้างเจดีย์นี้สำเร็จลุล่วงเมื่อใด อาณาจักรพุกามจะถึงกาลอวสานเมื่อนั้น คำล่ำลือเข้าถึงพระกรรณของพระเจ้านรสีหปติ พระองค์ทรงหวาดหวั่น จึงโปรดให้ระงับการสร้างเจดีย์นี้เลย หลายปีต่อมา ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิพระเจ้านรสีหปติ ว่าทรงเป็นถึงเจ้าแผ่นดินพุกามอันเกียงไกร ไฉนจึงขลาดด้วยคำล่ำลือได้ จนต้องละทิ้งการสร้างคุณงามความดีทะนุบำรุงพุทธศาสนาเช่นนี้ พระเจ้านรสีหปติ เมื่อทรงได้ยินดังนั้นจึงทรงคิดได้ และตัดสินพระทัยเริ่มงานก่อสร้างเจดีย์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ไม่นานนักเจดีย์นี้ก็สร้างเสร็จ แต่หลังจากที่เจดีย์มงคลสร้างเสร็จได้ไม่ถึง 10 ปี ทัพมองโกลก็เข้ารุกรานพุกาม จนนำไปสู่ความล่มสลายของอาณาจักรพุกามและกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด ด้วยเหตุที่พระเจ้านรสีหปติทรงนำความล่มสลายมาสู่อาณาจักรพุกาม มิงกาลเจดีย์จึงไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดีเท่าชเวสิกอง แต่ก่อนมิงกาลาเจดีย์ใช้เป็นสถานศึกษาและมีพระมาจำพรรษาเป็นจำนวนมากครับ

จุดหมายที่ 8 ของผมคือ ปิตะกะไต้ (Pitaka Taik) เป็นสถานที่ที่เก็บพระไตรปิฎกมอญ เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อนและบริเวณทางเข้าของปิตะกะไต้ค่อนข้างรก คิดว่าการเดินเท้าเปล่าเข้าไปด้านในอาจจะเจ็บเท้าได้ ผมเลยเก็บภาพมาแต่ด้านนอกวิหารเท่านั้นครับ จากนั้นมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ 9 วิหารสัพพัญญู

วิหารสัพพัญญู (Thatpyinnyu) เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เจดีย์แห่งความรอบรู้ เจดีย์แห่งนี้สูงที่สุดในพุกาม สูงถึง 61 เมตร ถือเป็นแม่แบบของสถาปัตยกรรมแบบพม่า สร้างขึ้นตามศิลปะแบบปาละของอินเดีย  โดยกษัตริย์อลองสิตู (King Alongsithu) รูปทรงคล้ายอานันทเจดีย์ แต่แผนผังไม่ได้เป็นรูปกากบาทด้านเท่า วิหารสัพพัญญูมีทั้งหมด 5 ชั้น เจดีย์ 2 ชั้นแรกเคยเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ ชั้น 3 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้น 4 เป็นหอพระไตรปิฎก ส่วนยอดสถูปเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่เดิมเคยเป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมทะเลเจดีย์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ภายหลังเกิดรอยร้าว จึงไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนอีก เนื่องจากวิหารแห่งนี้เป็นวิหารที่สูง จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นวิหารแห่งนี้ปรากฎอยู่ในโปสการ์ดที่มีวางจำหน่ายอยู่ตามร้านค้าครับ

เท่าที่สังเกต วิหารส่วนใหญ่ในพุกามจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่ประตูทั้ง 4 ทิศ พอเราเดินรอบวิหาร ก็จะพบพระพุทธรูปอยู่ทั้ง 4 ด้าน ประจำทิศด้านเหนือ ใต้ ออก ตก เพราะเขามีความเชื่อว่า มีพระพุทธเจ้าทั้งหมดในโลก 4 พระองค์เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ว่าองค์ที่ยังไม่มาก็คือ พระศรีอารย์ ทิศเหนือจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ถัดจากวิหารสัพพัญญูมานิดหน่อย ก็จะถึงจุดหมายที่ 9 วิหารนัตลองจอนครับ

วิหารนัตลองจอน (Nath Laung Kyaung) ถือว่าเป็นวิหารฮินดูที่ยิ่งใหญ่แห่งเดียวในพุกาม วิหารมีขนาดเล็ก เชื่อกันว่าสร้างโดยพระเจ้าทาวตูจีเพื่อถวายพระวิษณุ ก่อนที่พุกามจะรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทเข้ามา ภายในห้องบูชาแต่เดิมเคยมีเทวรูปพระวิษณุทรงครุฑประดิษฐานอยู่ แต่ปัจจุบันเทวรูปตกไปเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ดาห์เลมในกรุงเบอร์ลินไปแล้วครับ เมื่อเดินออกมาข้างนอกวิหาร ด้านข้างก็จะพบจุดหมายที่ 10 เจดีย์ง๊ะจเวนะตาว

เจดีย์ง๊ะจเวนะตาว (Nga Kywe Na Daung) เป็นเจดีย์รูปทรงเก่าแก่ในพุกามครับ ด้านข้างก็จะมีเจดีย์ที่ผมไม่เคยเห็นเจดีย์รูปแบบนี้ในพุกามเลยครับ  เจดีย์นี้ผมไม่สามารถหาข้อมูลมาเล่าให้ฟังได้นะครับ เดินถัดเข้าไปอีกนิด ก็จะถึงจุดหมายที่ 12 วิหารปะเตโลเปครับ

วิหารปะเตโลเป  ภายในวิหารค่อนข้างมืด เมื่อเดินเข้าไปแล้วก็จะพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ ผมเลยจัดแจงจุดเทียนที่ซื้อมาจากวัดมนูหะ แล้วให้พี่แต๋น สาวสวยคนเดียวในทริปนี้ มองดูข้างหลังคล้ายสาวพม่าอยู่เหมือนกัน ไปนั่งเป็นแบบให้ผมครับ สำหรับวิหารนี้ผมพยายามหาข้อมูลจากเน็ตแล้ว แต่หารายละเอียดไม่ได้เลยครับ สงสัยไม่ค่อยมีคนนิยมมาเยี่ยมชม ผมนั่งหลบร้อนอยู่ข้างในสักพัก ก็ออกเดินทางสู่จุดหมายที่ 13 วิหารกอว์ดอว์ปะลินครับ

 

วิหารกอว์ดอว์ปะลิน (Gawdaw Palin) เป็นอีกเจดีย์ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี เจดีย์แห่งนี้สร้างโดยพระเจ้านรปติสิทธุ เลียนแบบเจดีย์สัพพัญญู เป็นอีกเจดีย์ที่สวยงาม แต่เสียหายหนักเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวปี 1975  โปรแกรมช่วงท้าย ๆ ของวัน ผมเริ่มหมดแรงกันแล้วครับ อาการกำเริบของการเจ็บเท้าก็มีมาไม่ขาดสาย เลยไม่ค่อยได้เดินเก็บรายละเอียดอะไรมากมายเลย

จุดหมายที่ 14 ของผมอยู่ที่มหาโพธิ์เจดีย์ (Maha Bodhi Zedi) สร้างในสมัยพระเจ้าติโลมินโล รูปทรงองค์เจดีย์แตกต่างจากเจดีย์ทุกองค์ในพุกาม เนื่องจากเป็นเจดีย์ที่พระเจ้าติโลมินโลทรงโปรดให้จำลองแบบมาจากวิหารมหาโพธิ์ แห่งเมืองคยา ประเทศอินเดีย เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ตามสมัยนิยมแบบคุปตะ สำหรับความแตกต่างที่ทำให้องค์เจดีย์มหาโพธิ์ที่พม่า กับวิหารมหาโพธิ์ที่ เมืองคยา คือส่วนปลายยอดเจดีย์มหาโพธิ์ของพุกามเรียวแหลมกว่าครับ

จุดหมายสุดท้ายของผมตั้งใจไว้ว่าจะมานั่งพักผ่อนกันที่เจดีย์บูปะยา (Bupaya) เพื่อเก็บบรรยากาศริมน้ำก่อนที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่ธรรมยาสิกะครับ แต่พอมาถึงปรากฏว่า เจดีย์กำลังอยู่ระหว่างบูรณะ มีการนำวัสดุจากไม้ไผ่มาปิดไว้เหมือนที่เจดีย์โลกะนันทะเลยครับ เจดีย์แห่งนี้มีรูปทรงคล้ายน้ำเต้า ซึ่งเป็นรูปทรงเจดีย์ที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อนตั้งอาณาจักรพุกาม จึงได้ถูกเรียกอีกชื่อว่า เจดีย์น้ำเต้า ตั้งโดดเด่นอยู่ริมน้ำอิรวดี จุดนี้สามารถมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินได้เช่นกัน โดยมีฉากหน้าเป็นลำน้ำอิรวดีครับ

บรรยากาศตอนนี้ไม่เหมือนกับที่ผมคิดแล้ว เพราะเจดีย์กำลังบูรณะอยู่ ก็เลยตัดสินใจกลับไปพักที่โรงแรมก่อน เพื่อรอช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ระหว่างเส้นทางกลับ ก็แวะเที่ยวอีกหนึ่งจุด ซึ่งเป็นจุดที่ 16 ของผมนั่นคือ วิหารอเภยะทะนะ (Apeyadana) ด้านในมีภาพเขียนที่เก่าแก่ครับ แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่ผมไม่เห็นป้าย เพราะป้ายมีขนาดเล็กมาก แถมติดอยู่บนผนังสูงที่ค่อนข้างมืด ถ่ายเสร็จถึงมีป้าเดินมาบอกว่า ห้ามถ่ายภาพครับ

ออกจากวิหารอะเภยะทะนะ ก็ตรงเข้าสู่โรงแรมเพื่อพักเหนื่อยกันสักพัก แล้วปิดท้ายโปรแกรมของพุกามด้วยการไปชมพระอาทิตย์ตกดินกันที่เจดีย์ธรรมยาสิกะกันอีกครั้งครับ

ผมไปถึงตั้งแต่ประมาณ 5 โมงเย็น เพื่อรีบไปจับจองทำเลเหมาะ ๆ ตามที่มาดูสถานที่ไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า ขึ้นไปก็เห็นมีฝรั่งอยู่ 2 คน นั่งอยู่ตรงทำเลที่ผมเล็ง ๆ ไว้แล้ว แต่ไม่เป็นอุปสรรคครับ เพราะยังพอมีพื้นที่เหลืออยู่อีกบ้าง ระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดินก็ส่องเก็บภาพบรรยากาศไปเรื่อย ๆ วันนี้ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆครับ แต่เท่าที่มองรูปการแล้ว ผมอาจไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ยามอ่อนแสงเหมือนไข่แดงดวงโต ๆ เพราะว่าพระอาทิตย์คงตกหลังเขาอย่างแน่นอนครับ

มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนเจดีย์นี้เพื่อมาดูพระอาทิตย์ตกเป็นจำนวนมาก แต่ท้ายสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกไปแล้ว แสงสุดท้ายได้มาเท่าที่เห็นในรูปครับ ไม่สวยอย่างที่ผมคิดเลย ถือว่าผมปิดทริปในพุกามอย่างเต็มสูตร กับ 24 วัดในพุกาม เล่นเอาเดินเข้าออกวัดกันขาลากเลยทีเดียว หลังจากแสงสุดท้ายหมดลง ก็หาอาหารค่ำและรีบเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน เตรียมพร้อมจะบินไปมัณฑะเลย์ในวันรุ่งขึ้นครับ

 

 



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ

Myanmar Now or Never # Bagan
โพสต์เมื่อ วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม 2556
เวลา 14:49
เข้าชม 3,573 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/KXj3Zt