เช้าวันที่ 7 ผมออกเดินทางแต่เช้าเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินมัณฑะเลย์ สนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองราว ๆ 1 ชั่วโมงครับ ไฟล์ทนี้ผมบินกับ Air Bagan อีกครั้ง หลังจากโหลดกระเป๋า รับแจกสติ๊กเกอร์ติดที่หน้าอกเพื่อแบ่งแยกสายการบินแล้ว ก็มารอเตรียมปล่อยตัวให้ขึ้นเครื่องครับ การขึ้นเครื่องของที่นี่ก็ยังเหมือนเดิม เลือกนั่งตามใจฉัน ผมใช้เวลาบินประมาณ 20 นาที แอร์ฯ ยังไม่ทันแจกน้ำ แจกแต่ลูกอม ลูกอมยังไม่ทันละลายหมด ก็ถึงสนามบิน Heho แล้วครับ สนามบินนี้แหล่ะครับ ที่ Air Bagan ตก และช่วงเวลาที่ตก คือเวลาเดียวกับไฟล์ทผมด้วยแหล่ะ อิอิ

เครื่องบินส่งเราเทียบประตูเข้าอาคารผู้โดยสารเลยครับ สนามบิน Heho เป็นสนามบินเล็ก ๆ เรียกได้ว่าเล็กที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยก็ว่าได้ เมื่อเข้ามาถึงอาคารผู้โดยสารแล้ว ก็มายืนรอกระเป๋ากันตรงนี้เลย เจ้าหน้าที่จะเอากระเป๋าผู้โดยสารใส่รถเข็นแล้วเอามากอง ๆ ให้ผู้โดยสารเลือกกระเป๋ากันเอง ดูวุ่นวายแต่ก็เรียบง่ายดีเหมือนกันครับ หลังจากได้กระเป๋าแล้วต้องมีการตรวจ Passport อีกต่างหาก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะตรวจทำไม เพราะไม่เห็นมีการลงประทับใน Passport เลย จากสนามบินเรานั่งรถต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เข้าเขตท่าเรือเมืองยองชเว (Nyaung Shwe) ครับ เราต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินที่ทางเข้าคนละ 5 USD และเสียค่าเหมาเรือ 30,000 จ๊าด/วัน/4 คน สำหรับเรือเป็นเรือหางยาว มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเก้าอี้ที่ปรับเอนตามองศาการนั่งที่สบายให้พร้อม มีผ้าห่ม ร่ม และเสื้อชูชีพสำหรับทุกที่นั่งครับ

ทะเลสาบอินเล (Inle Lake) อยู่ใจกลางรัฐฉาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า ห่างจาก Heho ประมาณ 35 กิโลเมตร ทะเลสาบอินเลมีเนื้อที่ประมาณ 116 ตารางกิโลเมตร พื้นที่จะเปลี่ยนแปลงน้อยลงช่วงฤดูแล้ง เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่ารองจากทะเลสาบอินดอจี ในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือสุดของประเทศ ทะเลสาบแห่งนี้ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นมรดกทางธรรมชาติที่เก่าแก่ของพม่าด้วย  ในฤดูแล้งน้ำจะสูงประมาณ 2 เมตร แต่ถ้าเป็นฤดูฝน น้ำจะสูงประมาณ 3.5 เมตรครับ

ตลอดสองฝั่งที่เรานั่งเรือมา จะเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ นั่งเรือออกมาได้สัก 10 นาที ก็จะมาถึงปากอ่าวที่จะเข้าสู่ทะเลสาบอินเลครับ ผมเห็นชาวอินทาซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของที่นี่ออกมาหาปลาด้วยอุปกรณ์พื้นบ้าน ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของที่นี่เลยก็ว่าได้ เมื่อชาวอินทาเห็นเรือนักท่องเที่ยว ก็จะพยายามโพสท่าคู่กับสุ่มหาปลา ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นเหมือนเป็นการต้อนรับพวกเราเข้าสู่เขตอินเลครับ น้ำที่นี่ค่อนข้างใส มองเห็นสาหร่ายใต้น้ำได้อย่างชัดเจน จากปากอ่าว ผมนั่งเรือต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เรือก็พาผมมาเทียบท่าของโรงแรม Golden Island Cottages Hotel ยังไม่ทันก้าวเท้าลงจากเรือ เหล่าบรรดาพนักงานในโรงแรมก็วิ่งกระหือรือมาที่ท่าเรือ พร้อมกับกลองยาวชุดใหญ่ มายืนตีกลองต้อนรับพวกเราขึ้นจากเรือ ก็เป็นอีก 1 วิธีที่ทำให้แขกประทับใจครับ

ผมจัดแจงเอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องพักให้เรียบร้อย ภายในห้องพักก็ถือว่าไม่ได้หรูหรามากมาย แต่ที่ผมประทับใจที่สุดคือบรรยากาศของที่นี่ครับ เรียกได้ว่าเปิดประตูห้องพักออกมาก็มองเห็นวิวทะเลสาบอินเลแบบเต็ม ๆ สนนราคาห้องพักอยู่ที่ 100 USD ครับ หลังจากเก็บกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน พวกเรารีบตุนเสบียงให้เรียบร้อยเพื่อจะออกเดินทางเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวอินทากันครับ

ทะเลสาบอินเลเป็นแอ่งรวมน้ำขนาดใหญ่ ที่เกิดจากการไหลของน้ำจากเทือกเขาต่างๆ ที่เรียงรายอยู่รอบทิศ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ จึงเกิดความมหัศจรรย์แห่งวิถีชีวิตขึ้น คือบ้านเมืองกลางน้ำ เป็นชุมชนใหญ่นับรวมพื้นที่ทั้งในน้ำและชายขอบทะเลสาบ  มีหมู่บ้านเกิดขึ้นถึง 17 หมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทั้งประมง เพาะปลูก ทอผ้า ตีเหล็ก มวนบุหรี่ และอีกส่วนหนึ่งก็มีรายได้จากการบริการท่องเที่ยวครับ

แปลกใจใช่ไหมครับ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ทั้งหมดเป็นน้ำ แต่ทำไมเขาถึงปลูกผักได้กลางน้ำ ชาวอินทารู้จักนำเอาธรรมชาติรอบตัวมาใช้เป็นประโยชน์อย่างอย่างสูงสุด โดยเขาจะตัดเอาหญ้าวัชพืชที่ขึ้นอยู่บนพื้นดินตามชายขอบของทะเลสาบมาผูกเป็นแพยาวราว 10 เมตร แล้วลากมายังทะเลสาบในทำเลที่เหมาะ จากนั้นจะใช้ไม้ไผ่ลำยาวๆเสียบแพทะลุลงไปในดินใต้ผืนน้ำ เพื่อที่จะยึดแพหญ้าเหล่านี้ให้อยู่กับที่ จากนั้นก็โกยเอาโคลนเลน สาหร่ายจากใต้น้ำที่อุดมไปด้วยสารอินทรีย์ขึ้นมาโปะไว้บนแพให้มีความหนาพอสมควร แล้วจึงปลูกพืชให้เติบโตในแพลอยน้ำนี้ พืชส่วนใหญ่ที่ผมเห็นคือมะเขือเทศครับ ที่นี่ถือเป็นแหล่งปลูกมะเขือเทศที่สำคัญของพม่าเลยครับ

ผมนั่งเรือไปเรื่อย ๆ เลียบเลาะไปในแปลงมะเขือเทศของชาวอิทา แล้วมาโผล่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง สภาพบ้านเป็นบ้านไม้ บางหลังมีขนาดใหญ่ สูงถึง 3 ชั้นยังมีเลยครับ เรียกว่าเขามีภูมิปัญญาในการสร้างบ้านจริง ๆ ผมนั่งเรือต่อไปเรื่อย ๆ จนคนเรือพามาจอดอยู่ที่ริมตลิ่ง จากท่าเรือเราต้องเดินเท้าผ่านหมู่บ้านอินเต่ง ตลาด โรงเรียน ระยะทางไกลพอสมควรครับ แต่สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างเราทำให้ไม่รู้สึกว่ามันไกลเลย แล้วเราก็มาถึงจุดหมายแรกของวันนี้ คือวัดอินเต่ง (Shwe Inn Dain Pagoda) ครับ

ลักษณะของวัดอินเต่งเหมือนเป็นทุ่งเจดีย์ที่เก่าแก่ประมาณ 2,000 องค์ บางองค์เก่าแก่มาก สามารถสืบประวัติไปถึงสมัยพระเจ้าอโนรธาทีเดียวครับ บริเวณทางเข้าวัดมีสินค้าจากชาวบ้านมาตั้งร้านขายมากมาย พ่อค้าแม่ค้าที่นี่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไร เวลาที่เราสอบถามราคา เขาจะนำกระดาษที่พิมพ์ตัวเลขไว้เยอะแยะมากมาย แล้วมาเลือกชี้ราคาที่เขาต้องการขายให้เราดู หากเราต้องการให้เขาลดราคาตามที่เราต้องการ เราก็ชี้ตัวเลขที่เราต้องการให้เขาดูครับ

บริเวณภายในวิหารของวัดอินเต่ง จะเป็นเจดีย์ที่ได้รับการบูรณะซึ่งแตกต่างจากรอบ ๆ วิหารที่จะปล่อยให้เก่าแก่ลงตามกาลเวลา ในส่วนของเจดีย์ใหม่ ผมแอบเห็นชื่อของคนไทยมาร่วมบูรณะวัดนี้ด้วยครับ

เราปิดโปรแกรมของวันนี้ที่วัดอินเต่งครับ แต่ยังมีกิจกรรมอีกอย่างที่เรารอคอย คือการนั่งเรือตะเวนหาภาพชาวอินทาหาปลาด้วยสุ่มยักษ์ ที่ผมถือว่าเป็นพระเอกของทะเลสาบอินเลเลยก็ว่าได้ คนขับเรือพาเราตะเวนหาอยู่นาน แต่ก็ไม่เจอ คนขับเรือพยายามอธิบายว่า การที่จะใช้สุ่มหาปลานั้นจะต้องไปในจุดที่เป็นน้ำตื้น แต่ตอนนี้เราอยู่ในเขตน้ำลึก จึงไม่สามารถเห็นการจับปลาโดยสุ่มได้ แต่จะเห็นการจับปลาแบบลงแหแทนครับ เมื่อลงแหเรียบร้อยแล้ว เขาจะทำการตีน้ำเพื่อไล่ปลาให้ไปติดกับแหครับ

สำหรับการพายเรือของชาวอินทา ถือเป็นลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่เหมือนที่ใด ๆ ในโลก เพราะเขาจะยืนใช้ขาและเท้าในการพายเรือครับ ที่เขาต้องยืนเพราะ ต้องสังเกตสภาพแวดล้อมจากมุมสูงและใช้สองมือจัดการกับอุปกรณ์การประมงรอบตัวได้โดยไม่เสียการบังคับ ดูแล้วไม่แตกต่างจากการเต้นบัลเล่ต์เลยครับ

ผมมารอเก็บแสงสุดท้ายบนที่พัก พระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสงลง และตกหลังทิวเขาที่อยู่เบื้องหน้าผม แสงค่อย ๆ หมดไปเรื่อย ๆ ช่วงเวลาที่ใกล้หมดแสงแล้ว ชาวอินทาทยอยกลับบ้าน มีเรือสวนกันขวักไขว่พอสมควร วันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีแสงสุดท้ายสวยอีกวัน พรุ่งนี้เช้าผมมีโปรแกรมออกไปตามหาชาวประมงกันแต่เช้าครับ

เช้าของวันที่ 8 กับอากาศเย็น ๆ ถือได้ว่าเย็นที่สุดของทริปนี้แล้ว ผมมีนัดกับคนเรือ เพื่อจะไปตะเวนหาชาวประมงที่ใช้สุ่มหาปลาขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบอินเลแห่งนี้ครับ

เรือค่อย ๆ พาเราล่องออกไปกลางทะเลสาบ ความหนาวเย็นที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลับยิ่งหนาวเย็นเข้าไปอีก เมื่อลมที่พัดผ่านสายน้ำมาปะทะกับผิวของเรา แสงเช้าเริ่มสาดส่องมา ส่งสัญญาณว่าการดำเนินชีวิตของคนที่นี่เริ่มต้นกันอีกครั้ง ผมนั่งเรือย้อนกลับไปที่ปากอ่าวอีกครั้ง เพราะบริเวณนั้นเป็นจุดที่มีน้ำตื้น แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ ผมเห็นชาวประมงออกมาหาปลาอยู่จุดนี้อยู่หลายคนเลยทีเดียว

อุปกรณ์สำหรับจับปลาของชาวอินทามีลักษณะเหมือนสุ่มบ้านเรา แต่มันใหญ่กว่าสุ่มบ้านเรามาก ลักษณะเป็นกรวยทรงสูง มีแหติดอยู่ข้างใน สุ่มนี้จะใช้จับปลาในจุดที่มีน้ำตื้น เขาจะเอาสุ่มกดลงไปในน้ำแล้วเอาฉมวกแหย่ ๆ ลงในน้ำ ให้ปลาว่ายกระทบสุ่ม เขาก็จะรู้ว่ามีปลาติดอยู่ภายใน แล้วก็จะปล่อยแหลงเพื่อจับปลา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนที่นี่ครับ เราอยู่จุดนี้ร่วมชั่วโมง เรียกได้ว่าถ่ายรูปกันหนำใจเลยครับ จากนั้นก็เลยมุ่งหน้ากลับที่รีสอร์ท เพื่ออาบน้ำ ตุนเสบียง เพื่อเตรียมล่องเรือชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในทะเลสาบอินเลกันต่อครับ

หลังอาหารเช้า เราออกเดินทางล่องเรือกันต่อ กินลมชมวิวไปเรื่อย สักพักเรือก็พาเรามาจอดที่จุดหมายแรกของวันนี้ที่วัดพองดออู (Paung Daw U) วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอินทา เพราะมีพระพองดองอู หรือที่รู้จักในนาม พระบัวเข็มห้าองค์ ประดิษฐานอยู่ที่นี่ ด้านข้างของวัดมองเห็นที่จอดเรือการเวกด้วยครับ

พระบัวเข็มทั้งห้าองค์ สลักจากไม้จันทร์หอม ชาวอินทางมพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำได้ 4 พระองค์ เมื่อสร้างบุษบกเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป กลับแสดงปาฏิหาริย์ มี 5 พระองค์ ทุกออกพรรษาชาวอินทาจะทำการแห่พระพุทธรูปนี้ไปรอบหมู่บ้าน มีครั้งหนึ่งเรือการเวกที่ประดิษฐานพระบัวเข็มได้ล่มลง ชาวอินทาช่วยกันงมมาได้เพียง 4 องค์ แต่พอกลับมาถึงวัด พระพุทธรูปองค์ที่ 5 กลับมาคอยอยู่ที่วัดแล้ว ชาวอินทามีความศรัทธามาก จึงนำทองคำเปลวมาปิดไว้ที่องค์พระพอกหนาจนมองไม่เห็นเป็นรูปองค์พระพุทธรูปเลยครับ

ออกจากวัดพองดออู เราผ่านศูนย์แสดงศิลปะหัตกรรม ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามวัดอะไรสักอย่างผมไม่รู้จักชื่อครับ ด้านหน้าศูนย์จะมีกระเหรี่ยงคอยาวคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย ที่ศูนย์แห่งนี้มีสินค้าพื้นเมืองขายแต่ขอบอกว่าราคาค่อนข้างสูงมากครับ เพราะราคานี้ตั้งไว้ขายให้กับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ที่ผมรู้เนื่องจาก ผมไปลองถามราคาผ้าพันคอผืนหนึ่ง เขาบอกราคามา ผมจำราคาที่บอกไม่ได้ แต่จำได้ว่าเป็นหลักหมื่นจ๊าด ผมก็เลยเดินถอยออกไปเพราะบอกราคาแพงจนเราไม่อยากจะต่อราคาเลย เผอิญผมได้เจอกับคนไทยที่สามารถพูดภาษาพม่าได้ กำลังต่อรองราคาผ้าพันคอที่ผมต้องการอยู่พอดี สอบถามเขาถึงรู้มาว่า เขาต่อรองได้ในราคาเพียง 3,000 จ๊าดเองครับ ผมเลยออกอุบายฝากคนนั้นซื้อให้ผม แต่คนขายก็รู้ทัน เขาไม่ยอมให้ราคา 3,000 แต่ยื่นคำขาดที่ 3,500 ผมเลยไม่เอาครับ แต่ท้ายสุดผมก็ไม่ละความพยายาม พอลับตาจากคนขาย ผมก็ฝากให้คนไทยคนนั้นเข้าไปซื้อให้ผมใหม่อีก 3 ผืน ท้ายสุด ผมก็ได้ผ้าพันคอมาในราคาผืนละ 3,000 จ๊าด 5555

ที่ด้านหลังของศูนย์แห่งนี้ มีตลาดนัดชาวบ้านด้วยครับ ในตลาดมีทั้งของที่ระลึก เสื้อผ้า ของกิน ของสดมากมาย ราคาถูกกว่าในศูนย์ที่ผมแวะด้วยครับ ผมเลยได้เสื้อผ้าป่านมาอีก 1 ตัว แต่เทียบราคาแล้ว ราคาแพงกว่าในรีสอร์ทผม 1,000 จ๊าด แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในรีสอร์ทไม่มีสีที่ผมต้องการครับ

จุดหมายสุดท้ายในทะเลสาบอินเลของผมอยู่ที่วัดงาพีชวอง (Nga Phe Chaung) วัดนี้เป็นที่เลื่อมใสของผู้คนทั่วทั้งทะเลสาบ และมีอายุมากถึง 162 ปี จึงมีงานศิลปะเก่าแก่ที่ชาวทะเลสาบอินเลได้สร้างถวายวัดไว้เป็นจำนวนมาก แต่วันหนึ่งเจ้าอาวาสได้ลองฝึกแมว ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกยากมาก ให้มันกระโดดลอดบ่วงได้สำเร็จ วัดนี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดังอีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับแมวกระโดด จนหนังสือท่องเที่ยวของฝรั่งแทบทุกเล่มต้องเขียนแนะนำให้มาดูด้วยตาของตัวเองหากแวะมาที่ทะเลสาบอินเลครับ แต่ช่วงหลังเหมือนเขาจะไม่มีโชว์แมวกระโดดแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่รีสอร์ทที่ผมพักและคนเรือบอกว่า แมวไม่กระโดดแล้วน่ะครับ

หลังจากผิดหวังจากแมวไม่ยอมกระโดดแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับรีสอร์ทเพื่อตุนเสบียงมื้อกลางวัน เก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับสู่ย่างกุ้งครับ   เรามาถึงที่สนามบิน Heho ไวกว่าเวลาพอสมควร หลังจากเช็คอิน รับสติ๊กเกอร์แปะหน้าอกเรียบร้อย ก็เลยต้องมานั่งรอที่อาคารผู้โดยสารอยู่นานพอสมควร เพราะภายในสนามบินไม่มีอะไรให้เราทำได้เลยนอกจากการนั่งรอครับ เวลาเครื่องบินไฟล์ทอื่นจะขึ้นที ลมจากใบพัดเครื่องบินก็จะตีฝุ่นตลบไปทั่วทั้งอาคารผู้โดยสารเลย ตลกดีเหมือนกันครับ ไฟล์ทนี้ผมบินกับสายการบิน Air KBZ ใช้เวลาในการบินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ไฟล์ทนี้นอกจากเสริฟน้ำดื่ม ลูกอมแล้ว ยังแถมด้วยอาหารว่างด้วยครับ เมื่อถึงย่างกุ้ง ก็รีบเข้าที่พักที่ Central Hotel ราคาประมาณ 2,500 บาทครับ คืนนี้ต้องรีบนอนหน่อยเพราะพรุ่งนี้เรามีโปรแกรมกันตั้งแต่เช้ามืดครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ

Myanmar Now or Never # Inle Lake
โพสต์เมื่อ วันอังคาร ที่ 15 มกราคม 2556
เวลา 19:23
เข้าชม 2,401 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/r0Tlh2