เช้ามืดวันที่ 9 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว เราเปิดโปรแกรมกันที่พระธาตุชเวดากอง (Shwe Dagon Pagoda) ซึ่งเป็นอีก 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของพม่า ผมมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกผมมาช่วงเย็นต่อค่ำ แต่ครั้งนี้มาตั้งแต่ตีห้าครับ เมื่อรถจอดก็จัดแจงขึ้นลิฟท์ แล้วมุ่งตรงสู่ลานวัด ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งวัด ผมว่าผมมาเช้าแล้ว แต่ยังช้ากว่าเหล่าพุทธศาสนิกชนของที่นี่ครับ

มหาเจดีย์ชเวดากอง ไม่ได้สร้างจากการผสานทองให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่จะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่น ๆ ปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ ทอง 1 แผ่น หนักประมาณ 6 บาท ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้ง เป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอดมา เมื่อรวมน้ำหนักทองคำทั้งองค์เจดีย์แล้ว มีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัมเลยครับ และทุก ๆ 5 ปี จะมีการบูรณะใหญ่ 1 ครั้ง โดยจะใช้เหล็กเชื่อมเป็นรูปตะแกรงคล้ายกับการก่ออิฐ นำมายึดกับผนังของเจดีย์โดยรอบ แล้วเอาแผ่นทองเหลืองยึดติดกับโครงตะแกรงเหล็กก่อน จากนั้นจะนำแผ่นทองคำที่ตีเป็นแผ่นมายึดติดด้วยหมุดยึด ซึ่งหมุดยึดก็เป็นทองคำด้วยเช่นกัน สุดยอดจริง ๆ สำหรับด้านบนสุดของยอดเจดีย์จะมีสุวรรณฉัตร มีการเปลี่ยนฉัตรมาแล้วถึง 3 ครั้ง บนสุวรรณฉัตรจะมีทั้งแหวนเพชร สร้อยทองเครื่องประดับอัญมณีนานาชนิดซึ่งมาจากแรงศรัทธาสูงส่งของชาวพม่าที่ ได้ถวายให้แก่องค์มหาเจดีย์ชเวดากอง เชื่อกันว่าเจดีย์แห่งนี้เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นครับ

จุดหมายที่ 2 ของผมอยู่ที่ วัดพระเขี้ยวแก้ว (Tooth relic Temple) สร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมโบราณพุกาม เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยม ยอดบนประดับด้วยทองคำแท้ครับ ณ เวลานี้ผมอยู่ด้านนอกนานไม่ได้ เพราะร้อนเท้ามาก ๆ แถมมีเณรมาเดินตามเพื่อจะให้เราทำบุญอยู่ตลอดเวลาเลยครับ ก็เลยรีบก้าวเข้ามาในองค์เจดีย์ ด้านในเจดีย์ตรงกลางจะพบบุษบกสีทองงามสง่า ภายในบุษบกจะเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจำลองที่ได้มาจากอาณาจักรน่านเจ้า และที่รอบ ๆ ของบุษบกก็จะมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด องค์ทองอร่าม ตั้งเรียงรายให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบไหว้ขอพรกันครับ

จุดหมายที่ 3 ของผมอยู่ที่เจดีย์กะบาเอ (World Peace Pagoda) เจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุของพระโมคลา และพระสารีบุตร เจดีย์ทรงกลมมีความสูงและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้เท่ากัน คือ 34 เมตร ภายในจำลองเป็นมหาปาสณคูหาหรือถ้ำสัตตบรรคูหา ตามแบบในกรุงราชคฤห์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระมหามัยมุนีองค์จำลองครับ ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ ผมก็รู้สึกตื่นเต้นกับองค์พระมหามัยมุนีองค์จำลองนี้ แต่พอได้มาเห็นของจริงที่มัณฑะเลย์แล้ว เลยรู้สึกเฉย ๆ กับองค์จำลองนี้ไปเลยครับ วัดในย่างกุ้งแทบทุกวันจะเสียค่ากล้องด้วยนะครับ

จุดหมายที่ 4 ของผมคือ อุโมงค์มหาพาสนะ (Mahapasana Cave) ทางเข้าอุโมงค์ถูกประดับประดาไปด้วยแผ่นหยก (แท้) อุโมงค์แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 และล่าสุดใช้เป็นสถานที่ในการประชุมสงฆ์โลกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ด้วย วันนี้ดูเหมือนเขาจะมีงานอะไรสักอย่าง เพราะผมเห็นมีโต๊ะและหนังสือพระธรรมตั้งอยู่ทุกโต๊ะเลยครับ ผิดกับครั้งก่อนที่เข้ามาแล้วมองเห็นเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีโต๊ะตั้งแบบนี้ รอบ ๆ มีเหมือนกับอัฒจรรย์สำหรับดูกีฬาครับ

จุดหมายที่ 5 ของผมคือวัดบารมี เพื่อมาสักการะพระเกศาของพระพุทธเจ้าที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่จริง วัดนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นที่เก็บองค์พระบรมสารีริกธาตุไว้มากที่สุดด้วย ไม่ว่าจะเป็นของพระโมคาลา พระสารีบุตร และพระอรหันต์ต่าง ๆ ท่านเจ้าอาวาสจะเป็นผู้ประกอบพิธีให้พวกเราได้เห็นว่า พระเกศาธาตุยังมีชีวิตอยู่จริง หลังเสร็จพิธี ท่านได้มอบพระธาตุให้พวกเราได้ไปบูชาด้วย ที่วัดแห่งนี้อดีตนายกอภิสิทธิ์ก็เคยแวะมาสักการะพระเกศาธาตุด้วยเช่นกันครับ แต่แปลกนะครับที่วัดนี้เป็นที่รู้จักของคนไทยซะมากกว่า แต่คนพม่าไม่ค่อยรู้จัก ขนาดคนขับรถตู้ผม เขายังไม่รู้จักเลย ผมก็อธิบายคนขับไม่ถูกว่าวัดนี้อยู่ตรงไหน โชคดีที่ไปเจอไกด์พม่าที่นำคณะคนไทยมาเที่ยวที่วัดพระเขี้ยวแก้ว ผมเลยเข้าไปถามเขา ไกด์เลยเขียนชื่อเป็นภาษาพม่าเพื่อให้ผมเอาไปให้คนขับรถดู คนขับก็ไม่รู้จักอยู่ดี ต้องถามคนละแวกนั้นไปตลอดทางเหมือนกันครับ

จุดหมายที่ 6 ของผมคือพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (Kyauk Htatgyi Buddha) หรือที่คนไทยรู้จักในนาม พระตาหวานครับ พระตาหวาน ได้รับการขนานนามว่าเป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ที่มีความสวยงามที่สุดของพม่า มีความยาวกว่า 70 เมตร จีวรเป็นลายปูนปั้น แต่ดูมีความพริ้วไหวสมจริงมาก อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนพระนอนของไทยคือ ปลายสุดพระบาท พระนอนของไทยจะเป็นการวางพระบาทซ้อนกันเป็นแนวตั้งต่อกัน แต่พระนอนของพม่าจะวางลดหลั่นกัน คือพระบาทที่อยู่ด้านล่างสุดจะค่อนข้างขนานไปกับพื้น ส่วนพระบาทอีกข้างจะตั้งวางทับพระบาทอีกข้าง ใต้พระบาทจะมีภาพวาดลายลักษณธรรมจักร บริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วยรูปมงคล 108 ประการ สำหรับความหวานของตา ผมการันตีเลยครับ ผมมองไม่เบื่อเลยจริง ๆ ในดวงตามีแววตาเหมือนมีชีวิตมากเลยครับ มองเห็นเงาสะท้อนข้างในแววตาด้วย นับถือคนสร้างเลยจริง ๆ ครับ

จุดหมายที่ 7 ของผมอยู่ที่เจดีย์โบดาทาวน์ เจดีย์แห่งนี้สร้างโดยทหารพันนาย เพื่อบรรจุพระบรมธาตุที่พระสงฆ์อินเดีย 8 รูปได้มาเมื่อ 2,000 ปีก่อน เจดีย์แห่งนี้เคยถูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ากลางองค์ จึงพบโกศทองคำบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมธาตุอีก 2 องค์ และพบพระพุทธรูปทอง เงิน สำริด 700 องค์ และจารึกดินเผาภาษาบาลีและตัวหนังสือพราหมณ์อินเดียทางใต้ต้นแบบภาษาพม่า ภายในวัดมีสถานที่สำคัญอยู่ 3 จุด จุดแรกผมเลือกไปไหว้นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ  จุดที่สองคือใจกลางเจดีย์โบดาทาวน์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระเกศาธาตุที่บรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ด้านในองค์เจดีย์ถูกลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ดูแล้วอร่ามตามาก ๆ บางมุมก็จะมีชาวบ้านมานั่งภาวนา มีพระและแม่ชีมานั่งสมาธิ เพิ่มความขลังให้กับองค์เจดีย์เป็นอย่างมากเลยครับ และจุดสุดท้ายคือพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งเป็นพุทธรูปปางมารวิชัยที่งดงามมาก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ เมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษก็ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาใน อินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต และท้ายสุดก็นำกลับมาประดิษฐานอยู่ที่นี่ครับ

ผมมาปิดท้ายโปรแกรมของทริปพม่ากันที่ตลาดสก๊อต ตะเวนละลายเงินจ๊าดกันสักหน่อยครับ เลยได้ทานาคาที่ทำสำเร็จรูปบรรจุตลับมาแล้ว 3 ตลับ และได้ลองยี หรือโสร่ง ราคาก็ตามคุณภาพของผ้า ผมซื้อมาผืนละ 3,000 จ๊าด ก็ถือว่าเนื้อผ้าดีทีเดียวครับ หลังละลายเงินจ๊าดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าสู่สนามบินย่างกุ้ง เพื่อบินกลับเมืองไทย.. ตาตา..เมียนมาร์

ทริปนี้เป็นทริปที่ผมติดต่อซื้อแลนด์ของพม่าเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องของยานพาหนะที่พาไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถบัสจากย่างกุ้งไปพุกาม หรือแม้กระทั่งเครื่องบินภายในประเทศ เรื่องจองที่พัก เรื่องค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ถึง 63 แห่ง ผมเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 30,500 บาทครับ

ค่าตั๋วเครื่องบิน กทม.-ย่างกุ้ง-กทม. รวมค่าโหลดกระเป๋า ผมจองได้ในราคา 5,500 บาทครับ

ค่าดำเนินการ+ค่าวีซ่า 1,500 บาท

ค่าอาหารตลอด 9 วัน 3,300 บาทครับ รวมค่าใช้จ่ายตลอด 9 วันอยู่ที่ 40,800 บาทครับ  

ปัจจุบันแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ กทม.-มัณฑะเลย์ขึ้น ทำให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการวางแผนท่องเที่ยวพม่าได้ดีขึ้น หากวางแผนดี ๆ สามารถบินลงที่มัณฑะเลย์ก่อน แล้วเที่ยวไปเรื่อย ๆ แล้วมาปิดท้ายทริปที่ย่างกุ้ง แล้วบินกลับ กทม. ก็จะทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าเครื่องบินภายในประเทศของพม่าได้ 1 เที่ยวบินครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • katingthai

    สวยงามครับ

    โพสเมื่อ 6 มี.ค. 56 เวลา 10:44
  • katingthai

    มุมมองเฉียบ

    โพสเมื่อ 6 มี.ค. 56 เวลา 10:44
  • katingthai

    มุมงาม เส้นนำสายตาเยี่ยม

    โพสเมื่อ 6 มี.ค. 56 เวลา 10:44
  • katingthai

    ถ่ายภาพกลางคืนได้ดีครับ

    โพสเมื่อ 6 มี.ค. 56 เวลา 10:43
  • katingthai

    สวยงามอลังการ

    โพสเมื่อ 6 มี.ค. 56 เวลา 10:43

Myanmar Now or Never # Yangon
โพสต์เมื่อ วันอังคาร ที่ 15 มกราคม 2556
เวลา 21:41
เข้าชม 2,461 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/0V98p1