เช้าวันใหม่ผมมีโปรแกรมไปเที่ยวที่วิหารฮัคเชฟซุตเป็นที่แรกครับ เราเดินจากโรงแรมไปยังท่าเรือ ซึ่งเราจะต้องนั่งเรือใหญ่เพื่อข้ามไปยังฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ เรานัดรถแทกซี่เพื่อใช้เป็นพาหนะของพวกเราตลอดการเดินทางครับ

ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ (West Bank) หรือ นครธีบส์ในสมัยอียิปต์โบราณ อดีตเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของคนตาย หรือ นครของผู้วายชนม์ (Necropolis of Thebes) เต็มไปด้วยกลุ่มโบราณสถานที่มีประวัติน่าพิศวง แต่เดิมเลยบนฝั่งนี้แทบไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ เนื่องจากแต่ก่อนรัฐบาลประกาศห้ามไม่ให้มีการนำน้ำขึ้นไปบนฝั่ง เนื่องจากเกรงว่าความชื้นจากน้ำจะไปทำลายโบราณสถาน อียิปต์อยู่มาได้เพราะไม่ชื้น ไม่มีฝนตก ประชาชนที่อาศัยอยู่ฝั่ง West Bank จะต้องข้ามฝั่งมาเพื่ออาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวเกี่ยวกับน้ำให้หมด ถึงจะกลับข้ามฝั่งไปได้ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวหมดสิ้นไปแล้ว จึงทำให้มีประชาชนเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สภาพของฝั่ง West Bank ค่อนข้างแห้งแล้ง เราสามารถมองเห็นหุบเขาที่แห้งแล้งขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เต็ม ๆ ตาครับ

ก่อนที่จะถึงวิหารฮัคเชฟซุต รถพาเราผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงในการแกะสลักหินเป็นอย่างมาก ชาวบ้านจะแกะสลักหินเป็นที่ระลึกแล้วนำมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่ร้านขายของหน้าทางเข้าของวิหารครับ ถ้าใครจะซื้อหินเป็นของฝาก แนะนำที่นี่เลยครับ

จากจุดจอดรถ เราเดินผ่านร้านค้าที่ระลึกที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง หลังจากซื้อตั๋วเข้าชมเรียบร้อยแล้ว ใครที่มีแรงก็เดินเท้ากันต่อเพื่อไปยังตัววิหาร ระยะทางประมาณ 300 เมตรเห็นจะได้ แต่ถ้าใครไม่มีแรงเดิน สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าที่คอยให้บริการก็ได้ครับ แต่ราคาผมไม่ทราบครับ เนื่องจากผมใช้การเดินทั้งไปและกลับครับ สำหรับค่าบัตรเข้าชม บัตรนักเรียนราคา 15 L.E.ครับ

วิหารฮัคเชฟซุต (AL-DEIR AL-BAHARI Temple) เป็นที่ประดิษฐานพระศพของฟาโรห์หญิงฮัตเชพซุต รู้จักในนาม “ราชินีหนวด” ฟาโรห์หญิงองค์เดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์ที่รุ่งเรืองมากในสมัยของพระองค์ การที่พระนางต้องปลอมพระองค์เป็นชายนั้นก็คงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟัง เพราะสมัยนั้น ผู้นำที่เป็นหญิงจะไม่น่าเป็นที่ยอมรับมาก

เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่วิหารจะพบจุดที่ปลูกต้นไม้ 2 ต้น เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่พระนางฮัตเชพซุตนำกลับมาจากเอธิโอเปีย แต่ตอนนี้ไม่มีต้นไม้แล้วนะครับ และเมื่อเดินต่อขึ้นมาที่ด้านบนจะเห็นวิหารแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างที่มุมด้านซ้ายจะเป็นวิหารของฮาธอร์ (Hathor) สร้างไว้เพื่อบูชาเทพฮาธอร์ ซึ่งถือว่าเป็นเทพีแห่งความรัก ความสุข สัญลักษณ์ของพระนางคือ วัว ส่วนตรงกลางจะมีภาพสลักลวดลายตามกำแพงค่อนข้างสมบูรณ์ และยังมีรอยการเขียนสีค่อนข้างชัดเจน ซึ่งในภาพสลักเราจะเห็นรูปของพระนางฮัตเชพซุตกับวัวด้วย นอกจากนี้ยังมีภาพการรบ ที่มีการส่งกองทัพเรือของพระนางไปล่าอาณานิคมที่เอธิโอเปีย ภาพความเป็นอยู่ของชาวพันซ์ ส่วนทางขวามือ จะเป็นภาพวาดเกี่ยวกับเทพอนูบีส ซึ่งเป็นเทพที่มีร่างเป็นคน เศียรเป็นสุนัขครับ ส่วนตรงบันไดที่จะขึ้นไปยังชั้นสอง จะมีเทพฮอรัสอยู่ที่หัวบันได ภายในชั้นสองสามารถเดินทะลุเข้าไปห้องด้านในได้อีกครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันมีความสำคัญอะไร เพราะไม่มีข้อมูลในส่วนนี้เหมือนกัน

จุดหมายต่อไปของผมอยู่ที่หุบผากษัตริย์ครับ สำหรับค่าเข้าชมด้านใน บัตรนักเรียนอยู่ที่ 40 L.E.ครับ เมื่อชำระค่าบัตรเรียบร้อยแล้วเราจะผ่านห้องโถง ซึ่งตรงกลางห้องจะมีโมเดลจำลองหุบผากษัตรย์ว่า หลุมขุดสุสานต่าง ๆ อยู่ส่วนไหนบ้าง

จากนั้นถ้าใครยังพอมีแรงไหว ก็สามารถเดินไปยังพื้นที่ที่เป็นหลุมขุดได้ครับ หรือถ้าใครสู้แดดแรง ๆ ไม่ไหว ก็สามารถใช้บริการของรถลากได้ แต่ผมสู้แรงแดดไม่ไหว แต่ก็ยังงก เลยขอเดินเท้าไปครับ ระยะทางอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะมาถึงจุดที่เราจะต้องฝากกล้องไว้ที่นี่ เพราะด้านในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ครับ ที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องการถ่ายภาพ จึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเอากล้องติดตัวเข้าไปด้วย

หุบผากษัตริย์ (The Valley of the King) เป็นที่ฝังพระศพของฟาโรห์ 63 พระองค์ ตั้งอยู่ที่เทือกเขาทีบัน ด้านหน้าทางเข้าสุสานฟาโรห์ เมื่อมองออกไปจะดูคล้ายปลายแหลมยอดปิรามิด เป็นการเลือกฮวงซุ้ยในการฝั่งศพให้คล้ายว่าฝังอยู่ใต้ปิรามิด สุสานเหล่านี้เป็นสุสานที่ถูกเลือกให้เป็นสุสานที่เก็บมัมมี่และสมบัติของกษัตริย์ถึง 63 สุสาน แต่ละสุสานมีขนาดใหญ่เล็กต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาครองราชย์ สุสานเริ่มสร้างเมื่อฟาโรห์ครองราชย์ และปิดเมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ ภายในสุสานทั้งหมด นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าชมได้ทั้งหมดนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงที่ไปเขาเปิดให้เข้าชมสุสานไหนได้บ้าง เพราะบางสุสานเขาก็ปิดเพื่อทำการขุดค้นเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมได้เพียง 3 สุสานเท่านั้น ส่วนจะเข้าชมสุสานใดได้บ้าง เขาจะติดป้ายบอกไว้ตรงจุดชำระค่าเข้าครับ

ในบรรดา 3 สุสาน ผมเลือกชมสุสาน KV2 เป็นสุสานของ Ramsage 4, สุสาน KV11 เป็นสุสานของ Ramsage 3 และสุสาน KV14 เป็นสุสานของ Tausert/Setnakht

ด้านในของแต่ละสุสานก็จะมีความงดงามต่างกันครับ ตรงปากทางเข้าสุสาน เขาจะมีป้ายแนะนำว่า แต่ละสุสานควรเข้าไปดูอะไรบ้าง แต่ถ้าหากว่านักท่องเที่ยวคนใดเข้า 3 สุสานแล้วยังไม่พอใจ สามารถจ่ายเงินเพิ่มที่จะเข้าไปชมสุสานอื่น ๆ ได้ครับ ที่แนะนำคือ สุสานของ Tutangkamum ค่าบัตรนักเรียน 50 L.E. , สุสาน KV9 เป็นสุสานของรามเสส 6 ค่าบัตรนักเรียน 30 L.E.ครับ คำว่า KV ย่อมาจาก King Valley

สำหรับผม แค่ 3 สุสานก็ดูจะมากเกินพอแล้วล่ะครับ เพราะผมเริ่มหมดแรงตั้งแ่ต่สุสานที่ 2 แล้วครับ อุณหภูมิตอนนั้นผมว่าน่าจะเฉียด 40 แล้วเหมือนกัน ผมเดินกลับมาถึงจุดจอดรถในสภาพหมดแรงจริง ๆ ครับ ขอบอกว่า แทบไม่มีแรงที่จะก้าวขาต่อเลยจริง ๆ เมื่อนึกถึงรายการทัวร์จุดต่อไป ก็แทบไม่อยากเคลื่อนกายไปไหนอีกเลย

ผมนั่งรถต่อเพื่อไปยังจุดหมายต่อไปคือ Habu Temple แต่เรามานั่งพักกันที่ร้านอาหารหน้าวิหารเพื่อเอาแรงอยู่นานร่วมชั่วโมง

วิหารฮาบู เป็นวิหารที่ประกอบพิธีศพของฟาโรห์รามเสสที่ 3 แห่งราชวงศ์ที่ 20 ซึ่งแถว ๆ นั้นก็รายล้อมไปด้วยวิหารประกอบพิธีศพของฟาโรห์องค์อื่น ๆ อีกมากมาย ด้านในของวิหารเต็มไปด้วยภาพเขียนสีสันสวยงามตามผนังและอักษรฮีโรกลิฟ ลวดลายที่สลักลงไปในหินของที่นี่ผมว่าค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับ สีสันตามเพดานและคานต่าง ๆ ก็มีความชัดเจนมาก ๆ เช่นกัน เมื่อเดินเข้าไปด้านในสุด จะเห็นเหมือนเสาโดนตัดเหลือแต่โคนเสาเป็นจำนวนมาก ผมไม่เข้าใจถึงสาเหตุการโดนตัดเสาว่าเพราะอะไรเหมือนกัน จุดที่น่าสนใจอีกหนึ่งจุดคือรูปลิงบาบูนครับ จะอยู่บนคานของวิหารด้านใน เสียดายที่ผมหมดแรงเดินตั้งแต่หุบผากษัตริย์แล้ว เลยไม่มีอารมณ์ที่จะเดินชมที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ที่นี่ผมว่าสวยงามมาก ๆ เลยครับ สำหรับค่าเข้าชมวิหารแห่งนี้ บัตรนักเรียนราคา 15 L.E. ครับ จุดสุดท้ายของโปรแกรมนี้ เรานั่งรถต่อไปที่ อนุสาวรีย์แห่งเมมนอน

อนุสาวรีย์แห่งเมมนอน (Colossi of Memnon) หรือสุสานของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 3 อดีตเคยใช้เป็นวิหารประกอบพิธีศพของอาเมนโฮเทปที่ 3 ประมาณ 2,000 กว่าปีก่อน เกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้ตัววิหารพังลงมา เหลือเพียงรูปสลักหินทรายขนาดใหญ่ 2 รูป สูง 20 เมตร สภาพโดยทั่ว ๆ ไปของที่นี่เหลือเพียงรูปสลักหินทราย 2 รูปเท่านั้น ไม่หลงเหลือซากอาคารวิหารอะไรเลย ตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนาครับ ผมใช้เวลาตรงนี้ไม่ถึง 5 นาที ก็รีบนั่งรถ เพื่อข้ามเรือกลับไปนอนพักเอาแรงที่ห้องพักก่อนล่ะครับ เก็บแรงไว้เดินชอปปิ้งช่วงค่ำ

เมื่อแดดร่มลมตก ผมก็เดินไปที่ร้านกาแฟ ผมจำชื่อไม่ได้แล้วว่าร้านอะไร แต่อยู่ติดกับร้าน McDonald's ครับ ตั้งอยู่หน้า Luxor Temple เลย ร้านนี้มี 4 ชั้น ผมขึ้นไปนั่งดื่มอะไรเล็กน้อยที่ชั้นบนสุด จุดประสงค์หลักคือกะจะไปรอชมแสงสุดท้ายของเมือง Luxor มุมสูงนั่นเองครับ

วิหารลักซอร์ (Luxor Temple) สร้างถวายแก่เทพอมอน-รา กษัตริย์แห่งเทพ เช่นกัน ภายในบริเวณวิหารประกอบด้วยซุ้มประตูขนาดใหญ่และรูปสลักหินแกรนิตขนาดใหญ่ สลักเป็นรูปฟาโรห์รามเซสที่ 2 และมหาราชินีเนเฟอตารี มีเสาโอบิลิสก์ เสาหินแกรนิตขนาดใหญ่ซึ่งแกะสลักเป็นอักษรอียิปต์โบราณ(เฮโรกริฟฟิค) เพื่อสรรเสริญเทพเจ้าอมอน-รา นอกจากนั้น ด้านหน้าวิหารจะมี ถนนสฟิงซ์หน้าแพะ (Sphinx Avenue) ยาว 2.6 กิโลเมตรใช้เป็นทางเชื่อมระหว่างวิหารลักซอร์ กับวิหารคาร์นัคครับ

หลังเก็บแสงสุดท้ายแล้วผมก็ไปหาอะไรกินพร้อมเดินช๊อปปิ้งอีกครั้งหลังจากที่เมื่อวานได้เดินสำรวจราคาไว้แล้ว สมควรแก่เวลาก็เข้าพักผ่อนครับ

เช้าวันใหม่ ผมมีเวลาว่างค่อนข้างเยอะ เลยไปชมพิพิธภัณฑ์มัมมี่ (Mummification Museum) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ ท่าเรือที่เราข้ามไปฝั่ง West Bank นั้นเองครับ สำหรับค่าเข้าชม บัตรนักเรียนอยู่ที่ 25 L.E. ครับ ด้านในถือว่าเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของการทำมัมมี่ได้อย่างกระชับครับ เริ่มตั้งแต่ภาพเขียนบอกเล่าวิธีการทำมัมมี่ มีอุปกรณ์ของจริงในการทำมัมมี่ โลงศพ รวมถึงมัมมี่ของจริง ไม่ว่าจะเป็นมัมมี่ของมนุษย์ ลิงบาบูน แมว จระเข้ ด้วยครับ ก็ถือว่า น่าสนใจดีครับ

ตกบ่าย ผมมีโปรแกรมที่มหาวิหารคานัคซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากโรงแรมครับ เราเลยนั่งรถตู้ประจำทางไป

ค่าเข้าชมมหาวิหารคานัค บัตรนักเรียนอยู่ที่ 35 L.E. เมื่อชำระเงินเรียบร้อยก็จะเข้าสู่ห้องจัดแสดง ซึ่งจะมีโมเดลของมหาวิหารคานัคและบอร์ดบอกเล่าประวัติของมหาวิหารแห่งนี้ แต่เราไม่ได้สนใจอะไรมาก ขอนั่งตากแอร์พักผ่อนอยู่ในนี้อยู่นานร่วมชั่วโมง จริง ๆ แล้วเราสู้แดดและอากาศด้านนอกไม่ไหวครับ ร้อนมากจริง ๆ

หลังจากนั่งตากแอร์อยู่นานก็คงต้องกัดฟันทนร้อนแล้วล่ะครับ เพื่อเข้าไปชมมหาวิหารด้านใน

มหาวิหารคาร์นัค (Karnak Temple) เป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัววิหารหลังเดียวมีเนื้อที่ถึง 60 เอเคอร์ ซึ่งใหญ่พอที่จะนำโบสถ์ขนาดใหญ่ของยุโรปไปวางได้ถึง 10 หลัง มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในสมัยฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอมอน-ราเช่นเดียวกันกับวิหารลักซอร์และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ดังนั้นวิหารทั้งสองจึงมีความเกี่ยวพันกันเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในอดีตจึงมีเส้นทางถนนเชื่อมต่อถึงกัน และสองข้างทางเข้าสู่กำแพงชั้นที่ 1 จะถูกประดับด้วยตัวสฟิงซ์หน้าแพะ (Sphinx Avenue) นั่งหมอบเรียงรายตลอดความยาว 2.6 กิโลเมตรอย่างอลังการ หลังจากนั้นฟาโรห์องค์ต่างๆ ก็เริ่มต่อเติมปฏิสังขรณ์ขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆในทุกๆยุค จึงทำให้วิหารมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมาก

จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้ผมว่าอยู่ที่ ไฮโปสไตล์ฮอลล์ ( Hypostyle Hall ) เป็นบริเวณที่มีการวางเสาขนาดใหญ่ ประดับหัวเสารูปดอกปาปิรัสแบบถี่ๆไว้หลายต้นในพื้นที่สี่เหลี่ยมทั้งหมด พื้นที่ส่วนนี้กว้างเกือบ 6,000 ตารางเมตร มีรอบวงถึง 10 เมตร รวมจำนวนเสาร่วม 134 ต้น สร้างด้วยการสกัดสลักหินทรายเป็นท่อนต่อกัน ตั้งค้ำคานหินขนาดใหญ่อยู่เหนือเสาสูง 23 เมตร รอบเสาประดับด้วยภาพแกะสลักร่องลึกลงสีภาพภารกิจของฟาโรห์ทั้งเรื่องศาสนาและสงคราม นอกจากนี้ยังมีเสาโอเบลิสก์ของพระนางฮัตเชปสุต สูงเกือบ 30 เมตร น้ำหนัก ร่วม 200 ตัน สลักมาจากแหล่งหินแกรนิตสีชมพูที่เมืองอัสวาน ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าเลยครับ แล้วถ้าเดินออกมาที่ใกล้ ๆ สระน้ำ อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ อนุสาวรีย์รูปแมลงสคาแร็บ (Scarab) ซึ่งเป็นแมลงนำโชค หากอธิฐานขอพรในสิ่งที่ดี ๆ ให้เดินวนอนุสาวรีย์ 7 รอบ แมลงสคาแร็บมีลักษณะคล้ายด้วงปีกแข็ง มีความทนทานแม้ว่าจะอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือท่อนไม้นาน ๆ ก็ไม่ตาย อันหมายความถึงการมีอายุยืน ชาวอียิปต์โบราณจึงใช้เป็นเครื่องรางมีความหมายถึงความโชคดี มีอายุยืน และนับเป็นของศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเจ้าเคปริ (Khephri) ที่มีร่างเป็นมนุษย์หัวทรงเหยี่ยวแต่ใบหน้าเป็นแมลง ทั้งนี้สคาแร็บยังเกี่ยวข้องกับสุริยเทพโดยตรงอีกด้วยครับ

กว่าจะเดินได้โดยรอบมหาวิหารแห่งนี้ เล่นเอาผมเหนื่อยมาก ๆ เลยครับ ต้องคอยมานั่งพักอยู่ใน ไฮโปสไตล์ฮอลล์ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากจุดนี้พอที่จะมีร่มเงาให้ผมอาศัยบังแดดได้ครับ สมควรแก่เวลาผมกลับเข้าที่พัก เตรียมอาบน้ำเพื่อเตรียมเดินทางไปยัง Cairo ในคืนนี้ครับ โดยผมจองรถไฟรอบห้าทุ่มเอาไว้ หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เลยไปใช้บริการร้านอาหารชั้นดาดฟ้าของโรงแรม เพื่อชมแสงสียามค่ำคืนของเมือง Luxor และเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอรถไฟครับ

บรรยากาศยามค่ำมองจากดาดฟ้าโรงแรมเราครับ จะมองเห็นเทือกเขาทีบัน ซึ่งสามารถมองเห็นวิหารฮัคเชฟซุตได้ด้วยครับ ยามค่ำเขาเปิดไฟส่องไปยังหลุมขุดต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเป็นหลุมสุสานของเหล่าบรรดาขุนนางด้วยครับ สำหรับราคาอาหารของที่นี่ถือว่าค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ผมเลยสั่งข้าวเปล่า และงัดเอาอาหารกระป๋องที่เตรียมจากเมืองไทยขึ้นมาทาน ราคาข้าวเปล่าก็ตกจานละ 10 L.E. แล้วครับ แต่ก็คิดเสียว่าราคานี้รวมกับบรรยากาศยามค่ำ ถือว่าโอเคครับ หลังอาหารมื้อค่ำก็มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ แนะนำว่าให้ถึงที่สถานีรถไฟก่อนเวลานะครับ สำหรับวันนี้ผมใช้บริการของตู้รถไฟนั่งชั้น 1 ครับ สำหรับราคาค่าตั๋ว ราคาเท่ากับขาที่ผมมาจาก Cairo-Aswan เลยครับ คือราคา 179 L.E. (ที่นี่คิดราคาเดียวกันตลอดสาย ไม่ว่าจะลงกลางทางหรือปลายทาง)

ตลอดเวลาที่อยู่บนรถไฟก็ต้องหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ตลอดเวลาเลยเหมือนกันครับ คนที่นี่มักเสียงดังมาก ๆ ผมเองก็ฟังไม่ออกว่าตกลงเขาคุยกันหรือทะเลาะกันแน่ เพราะว่าน้ำเสียงที่ทั้งสองสนทนากันมันดังลั่นตู้รถไฟไปหมด แต่ก็ถือว่าโชคดีหน่อยที่ผมรู้สึกตัวแล้วหลับได้เร็ว อาจเป็นเพราะคงเหนื่อยมาทั้งวัน เลยหลับได้ยาวจนถึงเช้าเลย รถมาเทียบชานชาลาที่เมืองไคโรเวลา 09.00 น.ครับ

เราไปพักผ่อน อาบน้ำอาบท่าที่โรงแรม New palace hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่เราเข้าพักคืนแรกใน Cairo ครับ หลังจากที่พักผ่อนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้เรามีโปรแกรมทัวร์กันใน Cairo ซึ่งเริ่มกันที่ CITADEL OF SALAH AL-DIN

ป้อมปราการ (Citadel) สร้างขึ้นโดยผู้นำซาลาดินเพื่อใช้ในการต่อสู้ในสงครามครูเสด ภายนอกป้อมสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงไคโร สุเหร่า พิพิธภัณฑ์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้ ถ้าสังเกตดี ๆ จะสามารถมองเห็นพิรามิดได้ด้วย ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ทหาร ตำรวจ อยู่ด้านนอก ส่วนภายในป้อม จะมี Muhammad Ali Mosque (สุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี) สุเหร่าที่ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงไคโร ออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีก ผู้สร้างต้องการให้มีรูปแบบเหมือน Blue Mosque ที่อิสตันบูล แต่ทำได้ไม่เหมือน ตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีโดมขนาดใหญ่สูง 52 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 21 เมตร มีโดมขนาดเล็กรองรับอีก 4 มุม ตัวอาคารสร้างด้วยหินอลาบาสต์ ภายในตกแต่งด้วยโคมไฟระย้างดงามตามแบบศิลปะอิสลาม สีเหลืองของไฟมันขับกับสีแดงของพรม ดูแล้วสวยงามมาก ๆ ครับ แต่ติดที่พรมสกปรกมาก ๆ ทั้งฝุ่นและกลิ่น ที่ด้านหน้าของสุเหร่ามีหอนาฬิกาที่พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์แห่งฝรั่งเศส มอบให้รัฐบาลอียิปต์เป็นของขวัญ แลกเปลี่ยนกับเสาโอเบลิสต์

ที่ด้านข้าง ๆ ของ Muhammad Ali Mosque ก็จะมีอีกสุเหร่าหนึ่ง ซึ่งผมไม่มีข้อมูลเลยครับว่าชื่ออะไร และมีความสำคัญอย่างไร สำหรับค่าเข้าชม CITADEL OF SALAH AL-DIN บัตรนักเรียนราคา 25 L.E. ครับ

จากนั้นยังพอมีเวลาเหลือ กี้พาเราเข้าชมที่ Mosque of Ibn Tulun ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมครับ ถือเป็นสถานที่แห่งเดียวที่เข้าฟรี ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดที่ผมได้เข้าชมครับ

Mosque of Ibn Tulun เป็นสุเหร่าที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงไคโร สร้างตามสุเหร่าเมืองซามาราในประเทศอิรัก ดังนั้นศิลปะที่สร้างเป็นแบบอิรัก สร้างจากอิฐสีแดงที่สง่างามและมีขนาดมหึมา สุเหร่าแห่งนี้มีชื่อเสียงของความสมมาตรของตัวสุเหร่า และการสร้างศิลปะแบบโค้งครับ

ที่ด้านหลังของสุเหร่าจะมีหอละหมาด ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนหอละหมาดแห่งนี้ได้ครับ จุดนี้มองเห็นความแออััดของบ้านเรือนในกรุง Cairo มองเห็นจานดาวเทียมอยู่บนตึกอาคารต่าง ๆ เต็มไปหมด และจุดนี้ยังสามารถมองเห็น CITADEL OF SALAH AL-DIN และ Mosque-Madrassa of Sultan Hassan ได้อีกด้วยครับ

โปรแกรมปิดท้ายของวันนี้ คือการเดินเก็บตกซื้อของฝากที่ยังได้ไม่ครบ ที่ ตลาดข่านเอลคาลีลี (Khan Al Khalili) เป็นตลาดสำคัญทางการค้าขายของพื้นเมืองและแหล่งสินค้าที่ระลึกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงไคโร สินค้ามีหลากหลายมาก ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษปาปิรุส ขวดน้ำหอมที่ทำด้วยมือ เครื่องทองรูปพรรณ เพชรพลอยลวดลายแบบอาหรับ พรม และของที่ระลึกแบบพื้นเมือง มากมายจริง ๆ ที่นี่มีร้านค้าสำหรับคนไทยด้วยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าของเป็นคนไทยหรือเปล่า สังเกตที่หน้าร้านได้จะมีธงไทยแขวนอยู่ครับ คนขายเป็นคนอียิปต์ที่สามารถพูดไทยได้ เห็นกี้บอกว่า ราคาค่อนข้างถูก ไม่ต้องต่ออะไรมากมายครับ แต่ยังไงก็ลองต่อราคาก่อนซื้อจะดีที่สุดครับ

คืนนี้ผมเตรียมแพคของกลับเมืองไทยแล้วครับ กระเป๋าเริ่มงอกมาทีละชิ้นสองชิ้น กระเป๋าล้อลากที่ผมยืมพี่ที่ออฟฟิสมาเกิดเดี้ยง อาจเนื่องมาจากรับน้ำหนักไม่ไหว เลยทำให้ล้อทั้ง 3 มีอันเป็นไป เหลือเพียงอีก 1 ล้อที่ยังอยู่ในสภาพเดิม ๆ ของมัน น้องกิ๊ฟบริจาคถุงให้ผมเพื่อใส่ของเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คืนนี้ผมสาละวนกับการเก็บของนี่แหล่ะครับ

เช้าวันใหม่ ผมมีเวลาเหลือช่วงเช้า เลยไปปิดโปรแกรมที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ ครับ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ (Egypt Museum) เปิดให้เข้าชมเวลา 08.00 น. ช่วงเช้ามีนักท่องเที่ยวต่อคิวเยอะมาก ๆ เลย สำหรับค่าเข้าชม บัตรนักเรียนราคา 30 L.E. ครับ ที่นี่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน แต่ด้านนอกสามารถถ่ายได้ครับ ก่อนเข้าไปต้องฝากกล้องไว้กับจุดรับฝากก่อนครับ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์เป็นสถานที่ที่รวมศิลปะวัตถุโบราณมากมายที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สถาปัตยกรรมของตัวอาคารด้านนอกเป็นอาคารเก่ามีสองชั้น ภายนอกทาด้วยสีแดงสดใส ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส สำหรับด้านในมีโบราณวัตถุมากกว่าสามพันชิ้น และทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นของแท้ทั้งหมด ยกเว้นอย่างเดียวคือ หินโรเซตต้า (Rosetta Stone) ซึ่งหินโรเซตต้าถือเป็นบันทึกอันล้ำค่าที่สุดของชาวอียิปต์ แต่ถูกชาวอังกฤษขโมยไป จุดที่น่าสนใจของที่นี่ ผมว่ามี 2 อย่างนะครับ อย่างแรกคือในส่วนขององค์ตุตันคาเมน ในห้องนี้จะนำสมบัติที่ขุดได้จากหลุมขุดใน Valley of the King มาจัดแสดงไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นโลงศพทองคำแท้พร้อมหน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตันคาเมนและสมบัติส่วนตัวอีกมากมายของพระองค์ เช่น เตียงบรรทม รถศึกและเก้าอี้บรรลังก์ทองคำซึ่งภาพบนพนักเก้าอี้โรแมนติกมาก เป็นภาพของฟาโรห์ตุตันคาเมนนั่งอยู่บนเก้าอี้และมเหสีของพระองค์กำลังทาน้ำมันหอมให้ ทั้งคู่ใส่รองเท้าแตะคนละข้างอันแสดงถึงความรักอันลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังมีสมบัติอันล้ำค่าอื่นๆ อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ฝีมือประณีต สิ่งของทั้งหมดล้วนมีอายุเก่าแก่กว่า 3,300 ปี และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเข้าชมคือ The Royal Mummies Hall ซึ่งจะต้องซื้อบัตรเพิ่ม โดยราคาบัตรนักเรียนอยู่ที่ 60 L.E.ครับ ห้องมัมมี่เป็นมัมมี่ของราชวงศ์ แบ่งเป็นสองส่วน ในห้อง Mummy 1 จะเป็นที่เก็บพระศพของมัมมี่ยุคเก่า ด้านในจะวางร่างมัมมี่ของฟาโรห์เรียงย้อนเข็มนาฬิกา มีร่างมัมมี่ของฟาโรห์หลายพระองค์ เช่น ทุตโมซิส ที่ 1, 2, 3, เซติที่ 1 และกึ่งกลางห้องคือ มัมมี่ของรามเสสที่ 2 ผู้เกรียงไกร “Ramses The Great” ทรงเป็นฟาโรห์ที่ครองราชย์ยาวนานถึง 67 ปี สวรรคตเมื่อพระชนมายุ 92 ชรรษา เป็นฟาโรห์ที่ครองราชย์ยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากฟาโรห์เปบิที่ 2 มัมมี่อยู่ในสภาพดี มีทั้งผม ทั้งขนตา ให้เห็นอย่างชัดเจนส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นห้อง Mummy 2 ซึ่งจะเก็บพระศพของมัมมี่ยุคหลังจากนั้น ถ้าผมจำไม่ผิด ในห้อง 1 มีมัมมี่ 12 ร่าง ในห้อง 2 มี 11 ร่าง (หลังจากนับแล้ว ลืมจดข้อมูลครับ) ผมใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ จนถึงเที่ยง เรียกได้ว่าเดินกันจนเพลินและเมื่อยไปเลยครับ

ผมคงต้องกลับไปที่พักเพื่อเตรียมบินกลับเมืองไทยแล้ว ผมออกจากโรมแรมราวบ่ายสองครึ่ง การจราจรติดขัดมากเช่นเดิม รถใช้เวลาร่วมชั่วโมงก็จะมาส่งผมถึงสนามบิน ผมรอขึ้นเครื่องเพื่อจะไป Muscat เวลา 17.40 น. ขากลับนี่เครื่องบินตรงเวลาครับ ผมคงไม่ต้องลุ้นให้ตกเครื่องเพื่อจะอยู่เที่ยวที่โอมานอีกแล้ว ระหว่างทางตลอดสี่ชั่วโมงกว่าผมแทบไม่ได้หลับเลย เพราะมัวแต่นั่งคุยและดูรูปจากโชคและกิฟกันอย่างสนุกสนาน เมื่อมาถึง Muscat ผมรอเปลี่ยนเครื่องเพื่อมายังกรุงเทพอีกทีเวลา 01.25 น. ครับ ขากลับนี้ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมง เลยคิดว่าคงจะอาศัยเวลานี้นอนหลับพักผ่อน เพราะคงต้องตุนแรงเอาไว้เยอะ ๆ เนื่องจากเวลาที่ กทม.จะต่างจากไคโรร่วม 5 ชั่วโมง แต่ระหว่างเดินทาง ก็แทบจะไม่ได้หลับเหมือนเดิม เนื่องจากแอร์ฯ ก็ให้บริการตลอดเวลาเหมือนกัน

หลับ ๆ ตื่น ๆ เปิดม่านบังแดดออกมาก็เข้าสู่เขตประเทศไทยแล้วครับ เป็นอันว่าผมจบทริปอียิปต์ที่ผมรอคอยมานานอย่างสมบูรณ์ครับ

เก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากอียิปต์ และข้อมูลที่ผมเตรียมตัวไปในเรื่องการรับมือกับกลอุบายของแขกอียิปต์ที่ประสบมากับตัวเองนะครับ

1.การต่อรองราคาสินค้า พ่อค้าบอกเป็นเงินปอนด์ ต้องย้ำว่าปอนด์อียิปต์ ไม่ใช่ปอนด์อังกฤษ

2.ในการเช็คบิลค่าอาหาร ให้ขอดูบิลด้วย หรือถ้าไม่มีบิล ให้คำนวณราคาคร่าว ๆ จากที่เราสั่งอาหารไป เพราะส่วนใหญ่ในเมนูจะเขียนราคาติดไว้แล้ว ตอนเช็คบิลบางทีพ่อค้าจะเหมารวมราคาต่อหัวมาเลย ซึ่งมันจะแพงกว่าราคาตามจริง อย่าไปกลัวและอย่าไปยอมนะครับ คิดบวกราคาให้เขาดูต่อหน้าเขาเลย รับรองแขกเถียงไม่ออกครับ

3.การเข้าห้องน้ำทุกที่จะต้องเสียค่าบริการประมาณ 1 L.E. แต่สำหรับห้องน้ำที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ ถึงแม้จะมีคนเรียกขอเก็บเงินก็ตาม ก็ไม่ได้ออกเป็นกฎให้เราต้องจ่ายเงินค่าใช้บริการนะครับ

4.ราคาน้ำดื่มขวด 1.5 L จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 L.E. แต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวจะแพงเป็นพิเศษ บางที่ราคาสูงถึง 5 L.E. ก็มี

สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งทริปของผมตลอด 13 วัน อยู่ที่ประมาณห้าหมื่นครับ แนะนำว่า ให้ทำบัตรนักเรียน ISIC ไปด้วยนะครับ จะช่วยทุ่นค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ทุกที่เลยครับ สามารถไปทำที่ถนนข้าวสารได้ครับ ทำไปก่อน ถ้าไปถึงโน่นใช้ไม่ได้ ค่อยจ่ายเต็มราคาเอาครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • 1lop

    ขอบคุณเอกที่พาเที่ยวครับ

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 04:00
  • 1lop

    น่ารักมากจิงๆ

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 04:00
  • 1lop

    ด้านในเป็นอย่างนี้นี่เอง

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 03:56
  • 1lop

    ฟ้าใส มุมสวย แสงงาม

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 03:55
  • 1lop

    รายละเอียดงามโฮก

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 03:54
  • 1lop

    น่าตื่นตาตื่นใจ

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 03:53
  • 1lop

    ใครบอกไม่เท่ห์จะเถียงหัวชนฝา

    โพสเมื่อ 31 ก.ค. 55 เวลา 03:52
  • mmoktp

    ปิดท้ายไ้ด้สวยเชียวลุง เป็นเลเยอร์ๆเลย

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:08
  • mmoktp

    มีแต่ของเก่า ดูโบราณๆ ซื้อมาเก็บที่บ้าน คงน่ากลัวไม่น้อย

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:08
  • mmoktp

    ของขายเยอะดีจัง ว่าแต่ กลางคืน เขาจะปิดร้านกันยังไงอ่ะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:07
  • mmoktp

    ดูสีมันตุ่นๆ โบราณๆดีนะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:06
  • mmoktp

    ดูเก่าแก่มาก

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:06
  • mmoktp

    ว๊าว มุมสวย ฟ้าแจ่มมาก

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:05
  • mmoktp

    น่ารักดีอ่ะ แต่แม่เด็กตบไมอ่ะ หรือว่า ไม่อยากให้ลูกคุยกะคนแปลกหน้า

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:05
  • mmoktp

    เล่นไฟได้สวยจังเลยอ่ะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:04
  • mmoktp

    มุมกว้างงงงงงงงง มาก

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:04
  • mmoktp

    เอียง กลัวล้มใส่จัง อิอิ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:03
  • mmoktp

    สวย น่าไปเดินเที่ยว

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:03
  • mmoktp

    ใหญ่โต แต่เสาถี่มากเลยนะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:02
  • mmoktp

    มุมแจ่ม

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:01
  • mmoktp

    นึกถึงประตูสี่ด้านของเมืองเชียงใหม่เลยอ่ะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:01
  • mmoktp

    กลางคืนสวยเน๊อะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:00
  • mmoktp

    โว๊ว เล่นแสงสีซะสวยเลย

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:00
  • mmoktp

    ใหญ่โตอลังการมาก ว่าแต่ไม่กลัวเหรอลุง

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 07:00
  • mmoktp

    เดินกันเป็นครอบครัว ชิลๆเลย

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 06:59
  • mmoktp

    สมัยก่อนคงวิจิตรอลังการดีนะ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 06:59
  • mmoktp

    ดูแว๊ปแรก ทำไมนึกถึงคุกก็ไม่รู้

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 06:58
  • mmoktp

    นึกว่าหนุ่มอียิปต์นะนั่น อิอิ

    โพสเมื่อ 30 ก.ค. 55 เวลา 06:58
  • myimaginationhouse

    ยิ่งใหญ่

    โพสเมื่อ 29 ก.ค. 55 เวลา 03:15
  • myimaginationhouse

    อลังการอีกรูป

    โพสเมื่อ 29 ก.ค. 55 เวลา 03:14
  • myimaginationhouse

    มุมนี้แจ่ม

    โพสเมื่อ 29 ก.ค. 55 เวลา 03:14
  • myimaginationhouse

    อลังการครับ

    โพสเมื่อ 29 ก.ค. 55 เวลา 03:13
  • thumniyom

    บ้าย บายด้วยครับ เกาะปีกตามไปเที่ยวเพลินเลยเรา.................

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:34
  • thumniyom

    เหมือนคลองถมบ้านเรามั้ยพี่

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:33
  • thumniyom

    บ้านเมืองเค้าดูแปลกตาดี สวยดี

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:32
  • thumniyom

    หวัดดีค๊าบบบบ
    แล้วยัยเจ้นั้นแกตีลูกแกมัยเนี่ย อย่าให้เจอที่เมืองไทยนะ จำหน้าได้ป่าวพี่ ฮ่าๆๆ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:31
  • thumniyom

    ข้างในไฟงามจัง

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:29
  • thumniyom

    ฟ้าใสเชียวพี่

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:28
  • thumniyom

    เสยแล้วดูยิ่งใหญ่อลังการมาก

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:28
  • thumniyom

    ใส่กรอบ ชอบๆๆ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:27
  • thumniyom

    ง่า จมูกแหว่งอ่ะ แต่รายละเอียดอื่นๆครบถ้วนเลย ของจริงคงสูงใหญ่เลยนะคับ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:27
  • thumniyom

    จากมุมสูงนี่อลังการเลยครับ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:26
  • thumniyom

    สวยๆๆ สีสันยามค่ำ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:25
  • thumniyom

    วาดสวยเลย สีสันยังอยู่ครบแจ่มมาก

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:24
  • thumniyom

    สองคนที่นั่งอยุ่เนี่ยถ่ายรูปต้องเสียตังค์มั้ยคับ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:23
  • thumniyom

    เปิดมางามขนาดเลยคับ

    โพสเมื่อ 28 ก.ค. 55 เวลา 01:22
  • baddoguy

    เยี่ยมเลย

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:10
  • baddoguy

    สวยครับ

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:10
  • baddoguy

    สวยมาก

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:10
  • baddoguy

    น่ารักครับ

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:10
  • baddoguy

    แจ่ม

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:09
  • baddoguy

    งาม

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:09
  • baddoguy

    แสงสวย

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:09
  • baddoguy

    มุมมองดีครับ

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:09
  • baddoguy

    สวย

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:08
  • baddoguy

    บรรยากาศมีมนต์ขลัง

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:08
  • baddoguy

    อลังการมาก

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:08
  • baddoguy

    มุมสวย

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:07
  • baddoguy

    เจาะเขาเข้าไปเลย

    โพสเมื่อ 27 ก.ค. 55 เวลา 10:07
  • kookkai13

    ของเก่า..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:18
  • kookkai13

    อลังการอีกรูปค่ะ..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:17
  • kookkai13

    มุมสวย..ฟ้าสวย...

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:16
  • kookkai13

    รูปนี้สวยยยย..ค่ะ

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:16
  • kookkai13

    แกะสลักได้งดงามมากค่ะ..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:15
  • kookkai13

    มุมสวยค่ะ..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:15
  • kookkai13

    สวยงามแปลกตาดีค่ะ..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:14
  • kookkai13

    สวยงามมากค่ะ

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:13
  • kookkai13

    ดูยิ่งใหญ่ตระการตามากค่ะ..

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:13
  • kookkai13

    อลังการมากเลยค่ะ...

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:11
  • kookkai13

    สวยงามมากกก..ค่ะ

    โพสเมื่อ 24 ก.ค. 55 เวลา 11:11
  • jeemspurasha

    เมืองสวยอะ

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:41
  • jeemspurasha

    เมืองอยู่ในทะเลทรายหรือปล่าวครับนี่

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:41
  • jeemspurasha

    โอ้ววว งามเกินคำบรรยาย

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:40
  • jeemspurasha

    มุมสวย แสงงาม

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:40
  • jeemspurasha

    มุมนี้ก็งามคับผม

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:40
  • jeemspurasha

    งดงามจริง ๆ

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:40
  • jeemspurasha

    โอ้วว แกะได้ไงเนี่ย

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:39
  • jeemspurasha

    สวยมากคับ

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:39
  • jeemspurasha

    โอ้ววว อลังการงานสร้างจริง ๆ

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:39
  • jeemspurasha

    แกะได้ไงเนี่ย

    โพสเมื่อ 22 ก.ค. 55 เวลา 08:35

Luxor - Cairo
โพสต์เมื่อ วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2555
เวลา 15:09
เข้าชม 5,753 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/EaF4Ud