ทริปเกาหลีทริปครั้งนี้ ถือเป็นการไปเกาหลีครั้งที่สองของผม หลังจากครั้งแรกได้มีโอกาสมาเที่ยวที่โซล มาตามรอยซีรียส์ละคร เหมือนที่หลาย ๆ ทัวร์เขาขายทัวร์กัน แต่ทริปนี้พิเศษหน่อยคือกรุ๊ปผมเป็นกรุ๊ปเหมา ร่วม 30 ชีวิต เลยสามารถโปรแกรมการเดินทางเองได้ โดยทริปนี้มีจุดหมายคือ เกาะเจจู และเมืองพูซานครับ ซึ่งทั้งสองเมืองได้ขึ้นเป็นมรดกโลกด้วย ทริปนี้ผมเดินทางโดยสายการบิน Korean Air เลยเบาใจไปได้บ้างว่าคงไม่มีการติดค้างอยู่ที่สนามบินเหมือนผู้โดยสารของ PC Air ทริปนี้รวมตัวกันที่สุวรรณภูมิตอน 4 ทุ่ม กว่าจะได้บินจริง ๆ ก็เกือบตีหนึ่งครับ

บนเครื่องของ Korean Air ที่นั่งแต่ละเบาะจะมีจอ touch screen ส่วนตัวด้วย สำหรับเบาะที่นั่งผมว่ามันนั่งแล้วไม่ค่อยสบายเลย ปรับเอนได้นิดหน่อยแล้วยังนอนไม่ค่อยถนัด อาจเป็นเพราะผมตัวใหญ่ด้วยมั้ง ตลอด 5 ชั่วโมงจึงรู้สึกหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะเกิดอาการเมื่อยตลอด

หลับ ๆ ตื่น ๆ จนไม่รู้จะทำอะไร เลยเปิดม่านหน้าต่างขึ้นดูวิวว่าถึงไหนแล้ว พอแย้มม่านหน้าต่างขึ้นนิดหน่อยก็เห็นแสงสีทองลอดออกมาจากม่านหน้าต่างครับ ถือว่าผมโชคดีมาก ๆ ที่ได้นั่งฝั่งพระอาทิตย์ขึ้น และยังเป็นจังหวะพอดีที่แสงแรกกำลังปรากฏให้เห็นครับ ผมมองดูที่เส้นทางการบินในจอ บอกว่า ขณะนี้ผมบินอยู่เหนือน่านฟ้าของไทเปครับ มองออกไปด้านนอก เบื้องล่างมองเห็นทิวเขาสูงตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ดูแล้วเหมือนเกาะกลางทะเลเลย ริ้วเมฆดูเหมือนริ้วคลื่นมาก ๆ เลยครับ

ประมาณ 8 โมง ก็มาถึงสนามบินอินชอนโดยสวัสดิภาพครับ (เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าเมืองไทย 2 ชม.) สำหรับคนอื่นอากาศค่อนข้างเย็น แต่สำหรับผม กำลังสบายเลยครับ ช่วงที่ผมไปคือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก่อนออกเดินทางผมเช็คสภาพอากาศดู บอกว่าอุณหภูมิต่ำสุดของโซล อยู่ประมาณ 7 องศาครับ

ลงเครื่องปุ๊บ ไกด์ก็พาไปชอปที่ศูนย์ขายยาบำรุงตับ ข้างในศูนย์ฯ เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ บรรยากาศด้านในศูนย์ก็เหมือนกับทุก ๆ ที่ครับ คืออธิบายสรรพคุณ ให้ลองดื่ม ลองชิม จากนั้นก็ถึงเวลาขายของ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ลดราคา แต่จะประโคมของแถมมาล่อใจลูกค้าครับ เหล่าบรรดาลูกค้าคณะผมก็ตอบรับอย่างดี หมดเงินกันไปร่วมแสนสำหรับที่นี่ครับ

หลังจากนั้นไกด์ก็พาไปกินข้าวและไปต่อกันที่ย่านมหาวิทยาลัยฮงฮิก ซึ่งถนนสายนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นถนนสายศิลปะอีกแห่งหนึ่งของกรุงโซล จุดหมายแรกคือ Trick Art Museum ครับ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พิพิธภัณฑ์ภาพลวงตา จริง ๆ แล้วที่พัทยาบ้านเราก็มีน่ะครับ แต่ที่ผมรู้ข้อมูลมา ศิลปินที่วาดภาพสามมิติที่พัทยา คือคนเกาหลีนี่แหล่ะครับ ดังนั้นการที่มาดูที่ Trick Art Museum ถือว่ามาดูถึงแหล่งกำเนิดครับ

ทางเข้าชม Trick Art Museum นี่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยครับ เพราะมันเป็นเหมือนทางลงห้องใต้ดินที่แฝงตัวอยู่ในมุมตึก ชั้นใต้ดินแรกเหมือนเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ ลงไปอีกชั้นนึงถึงจะเป็นพิพิธภัณฑ์ครับ ภาพวาดภายในพิพิธภัณฑ์ บางภาพเหมือนที่พัทยาบ้านเราเลยครับ

หลังจากที่แอคชั่นถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานใน Trick Art Museum แล้ว ก็ออกมาเดินชอปปิ้งตามทางเท้าครับ ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องการขายของแฮนด์เมด มีเสื้อผ้าแฟชั่นมากมาย แต่ดูเหมือนคณะผมมาถึงเร็วไปหน่อย ร้านรวงก็เลยยังไม่เปิดครับ ก็เลยย้ายสถานที่ชอปปิ้งใหม่ โดยไปชอปปิ้งกันต่อที่ถนนเมียงดอง หรือถนนสายแฟชั่นของเกาหลี ที่นี่มีสินค้าให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางต่าง ๆ และร้านอาหารแบบรถเข็นก็เยอะแยะไปหมดเลยครับ หมดแรงชอป ก็ต้องไปเติมพลังกันครับ มื้อเย็นผมได้บุฟเฟต์ซีฟูดนานาชาติครับ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมนูแนะนำคือ ขาปูยักษ์ซูชิครับ หลังอาหารเรียกได้ว่าหมดแรงจริง ๆ คืนนี้ขอนอนเอาแรงเพื่อเตรียมลุยต่อในวันพรุ่งนี้ คืนนี้ผมพักที่ Fraser Place ครับ

หลังอาหารเช้า ผมเลยมาเดินเก็บภาพบรรยากาศรอบ ๆ โรงแรม ช่วงที่ผมไปคือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่ดูเหมือนผมไปต้นฤดู ใบไม้เพิ่งเริ่มจะเปลี่ยนสีเท่านั้นเอง ถ้าหากมาตรงจังหวะใบไม้เปลี่ยนสีจริง ๆ ใบไม้ทั้งเมืองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีแดง จากนั้นก็จะร่วงหมดต้นเลยครับ

โปรแกรมของวันนี้ ผมจะต้องบินต่อไปยังเกาะเจจู ซึ่งผมจะต้องไปถึงสนามบินประมาณ 11 โมง ดังนั้นช่วงเช้าผมยังมีเวลาอยู่ในโซลอีกเพียง 3 ชั่วโมง สำหรับโปรแกรมช่วงเช้านี้ มีการชอปปิ้งอีกแล้วครับ คือศูนย์โสม และ ดิวตี้ฟรี ลูกทัวร์ทุกคนลงมติว่า ขอไปดิวตี้ฟรีที่เดียวเลย เพราะไม่อยากไปที่ศูนย์โสม ซึ่งเป็นโปรแกรมบังคับของทัวร์เกาหลีแทบทุกทัวร์ แต่ไกด์บอกว่า ใจอยากจะตัดศูนย์โสมออกตามความต้องการของลูกทัวร์ แต่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวดิวตี้ฟรียังไม่เปิด ดังนั้นจึงต้องจำใจพาคณะไปที่ศูนย์โสมครับ ในรายการทัวร์ผมเขียนไว้ว่า "โปรดทราบ!!! ด้วยนโยบายสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลเกาหลี ลูกค้ามีความจำเป็นต้องเข้าร้านตามโปรแกรมทัวร์ หากท่านไม่ต้องการเข้าร้านดังกล่าว บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าบริการเพิ่มท่านละ 5,000 บาท" ไกด์อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เหมือนทางเกาหลีเขาออกค่าทัวร์ให้กับนักท่องเที่ยว 5,000 บาท ดังนั้นเมื่อมาถึงเกาหลีแล้ว ก็ต้องสนองนโยบายของรัฐบาลเกาหลี โดยต้องแวะเข้าไปเยี่ยมชมพวกศูนย์โสม ยาสมุนไพร ฯลฯ ส่วนเราลงไปที่ศูนย์ต่าง ๆ แล้วจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ แล้วแต่ความสนใจของเราครับ หรือจะเดินเข้าแล้วเดินออกเลยก็ไม่มีปัญหาครับ เมื่อรถพาเรามาจอดที่หน้าศูนย์โสมแล้ว ดูท่าลูกทัวร์แต่ละคนไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวเพื่อลงจากรถเลย ไกด์เห็นท่าไม่ดีเลยออกอุบายว่า ขอให้ลูกทัวร์ทุกคนลงจากรถ เนื่องจากขณะนี้ยุงบนรถเยอะมาก คนขับรถจะฉีดยากันยุงให้ ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ต้องจำใจเดินลงจากรถ และตรงเข้าไปในศูนย์โสมไปครับ

ศูนย์โสมแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ครับ ที่นี่คนขายจะพูดได้หลายภาษา เพื่อไว้คอยให้คำแนะนำกับลูกทัวร์ในแต่ละประเทศ ด้านในศูนย์ฯ มีหลายชั้นมาก ๆ มีบันไดเลื่อนสำหรับการเดินขึ้นให้ด้วย แต่ละชั้นจะมีห้องสลับซับซ้อนมากมาย เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้ว หากเดินย้อนกลับมาที่บันไดเลื่อนอีก ก็จะมีสัญญาณส่งเสียงดังลั่นไปหมดเลย ผมรู้ได้ยังไงนะเหรอครับ ก็มันเกิดขึ้นกับผมเอง เพียงแค่ผมก้าวขาจะไปยืนดูวิวใกล้ ๆ ราวบันไดซะหน่อยต้องถึงกับชะงัก เมื่อมีเสียงสัญญาณดังขึ้นพร้อมกับสายตาทุกคู่มองมาทางผม มันเหมือนสัญญาณเตือนว่าจะมีคนเดินหนีออกจากห้องขายโสม ยังไงอย่างงั้นเลยครับ ไหน ๆ ก็เสียหน้าแล้ว ผมคงไม่อยู่ให้อายแล้วล่ะครับ ก็เลยรีบเดินกลับไปที่รถเลย แต่ขาลงบันไดนี่ซิ ไม่มีบันไดเลื่อนเหมือนขาขึ้นนะครับ กว่าจะเดินถึงชั้นล่างเล่นเอาหัวใจเต้นเร็วได้เหมือนกันครับ จากศูนย์โสม ก็มุ่งหน้าสู่สนามบินครับ เรามาถึงสนามบินก่อนกำหนดเวลาถึงครึ่งชั่วโมง ก็เลยต้องเตร่ ๆ อยู่ด้านในสนามบินนี่แหล่ะครับ กว่าเครื่องจะขึ้นก็เที่ยงพอดีครับ

ได้เวลาบินไปเจจูแล้วครับ เกาะเจจูตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโซล เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีภูเขาที่สูงที่สุด และเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของเกาหลีครับ ถ้าเดินทางโดยเครื่องบินจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง หากเดินทางโดยรถ ไกด์บอกว่าประมาณ 8 ชั่วโมง และยังต้องนั่งเรือต่ออีกด้วย

เกาะเจจูได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “เกาะเจจูและถ้ำลาวา” เมื่อปี พ.ศ. 2550 ด้วยหลักเกณฑ์ในการเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก และยังเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทาง ธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ ที่เจจูมีสิ่งที่ผมอยากเห็นมากคือปากปล่องภูเขาไฟซองซานอิลซุงโบล ผมอยากถ่ายภาพมุมสูงของปากปล่องภูเขาไฟมาก ๆ เลยลุ้นว่าจะได้ที่นั่งติดหน้าต่างหรือเปล่า พอตั๋วออกมาปรากฎว่า ไม่ได้ครับ ผมเลยไปขอแลกกับเพื่อนในทริปที่ได้นั่งติดหน้าต่าง แล้วโชคก็เข้าข้างผมครับ เพื่อนให้แลก แต่ยังต้องลุ้นอีกว่าฝั่งไหนถึงจะได้เห็นปากปล่อง ผมได้ที่นั่ง F ครับ

ไกด์บอกว่า พื้นที่ของเกาหลี 70% ของประเทศจะเป็นภูเขา ดังนั้นเกาหลีต้องการพื้นที่ราบเพื่อมาสร้างเมือง สร้างพื้นที่การเกษตร รัฐบาลเขาจึงระเบิดภูเขาเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ราบ และหินที่ระเบิดออกมานั้นก็เอามาถมทะเลครับ สุดยอดจริง ๆ ผมเห็นมีการสร้างสะพานทอดยาวเชื่อมระหว่างเกาะถึงเกาะ ผมว่าเกาะที่เห็นบางเกาะก็น่าจะเกิดจากการถมทะเลเช่นกันครับ

ตลอด 1 ชั่วโมงบนเครื่อง ผมได้แต่ชะเง้อคอเพื่อจะหาปากปล่องภูเขาไฟครับ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็น บุญมีแต่กรรมบังจริง ๆ ผมแอบบ่นให้ไกด์ฟังหลังจากเครื่องลงจอดนิดหน่อยว่า อุตส่าห์เปลี่ยนที่นั่งได้ริมหน้าต่างแล้ว แต่ดันนั่งผิดข้างซะอีก ไกด์บอกว่า ผมนั่งฝั่ง A เห็นจนเบื่อแล้ว (ซะงั้น) แหม รู้งี้ผมขอแลกที่นั่งกับไกด์ดีกว่าครับ แล้วก็มาถึงสนามบินเจจูครับ ก่อนเครื่องลงจอด มองเห็นทุ่งสีเขียวมีสีส้มแซม ๆ อยู่เต็มพื้นที่เลยครับ เมื่อออกนอกสนามบิน ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ผมเห็นคือ ไร่ส้ม นั่นเอง ที่เจจูมีชื่อเสียงเรื่องส้มครับ สนามบินเจจูนั้น นอกจากจะบินในประเทศแล้ว ยังมีเที่ยวบินที่บินตรงจากโตเกียว โอซากา นาโงย่า ฟูกูโอกะ เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง ด้วย แต่เสียดายที่ยังไม่มีบินตรงจากประเทศไทยครับ

จากสนามบินเจจูมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ระหว่างทางแวะไร่ชาโอซุลล๊อคครับ ที่นี่ถือเป็นไร่ชาขนาดใหญ่ที่มีระบบการจัดการเป็นเลิศ ชาเป็นสินค้าส่งออกอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเกาหลี ด้านในเป็นที่แสดงประวัติศาสตร์ในการผลิตใบชาและวิธีการต่าง ๆ ในการผลิตชาเขียวด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับชาเขียวจำหน่าย ไม่ว่าใบชาแห้ง ไอศครีมชาเขียว เค๊กชาเขียว ส่วนชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์จะเป็นจุดชมวิวไร่ชาเขียวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนครับ เนื่องจากมีเวลาแวะที่นี่ไม่นาน เมื่อถ่ายรูปบนจุดชมวิวเสร็จ ผมรีบจ้ำอ้าวเพื่อเดินข้ามฟากถนนไปยังไร่ชาครับ ที่น่าแปลกใจคือ ทำไมเขาต้องติดพัดลมตัวสูง ๆ ไว้ที่ไร่ชาด้วยก็ไม่รู้ ต้นชาแต่ละแถว ถูกตัดอย่างเป็นระเบียบมาก ๆ ผมไม่แน่ใจว่า ที่นี่เขาไม่ใช้แรงงานคนเด็ดยอดใบชาเหมือนหลาย ๆ ที่ที่ผมเคยเห็นหรือเปล่านะครับ เพราะผมเห็นมีรถคันนี้แหล่ะที่มาตัดต้นชา ไม่แน่ใจว่ามาตัดเพื่อแต่งให้ต้นได้ทรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือตัดแล้วเอาใบชาที่ตัดได้มาทำชาแห้งกันแน่

หลังจากแวะพักยืดเส้นยืดสายกันที่ไร่ชาแล้ว จุดหมายต่อไปคือพิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้แบร์ครับ

ครั้งแรกที่ผมได้มาที่เกาหลี ผมก็ได้ไปดูพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์เหมือนกัน แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นตั้งอยู่บริเวณชั้นใต้ดินของหอคอยแห่งกรุงโซล แต่พิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้แบร์บนเกาะเจจูนี้เป็นพิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้แบร์แห่ง แรกและใหญ่ที่สุดของเกาหลีครับ ที่นี่ยังใช้ในการถ่ายทำละครเรื่อง Princess Hours เจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาด้วยนะครับ พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี เทดดี้แบร์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1902 มีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ปี 2001 โดยมีการแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตุ๊กตาเทดดี้แบร์ครับ

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ เป็นการจัดแสดงตุ๊กตาหมีจากทั่วโลก แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนประวัติ ส่วนของงานศิลปะ และส่วนของการแนะนำโครงการ จุดที่ผมชอบจะเป็นส่วนที่นำตุ๊กตาหมีมาแต่งกายเลียนแบบงานศิลปะชื่อดัง เช่น โมนาลิซา, The Last Supper ซึ่งเป็นภาพวาดฝีมือ ลีโอนาร์โด ดาวินซี นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงหมีเทดดี้ เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี และประเทศอื่น ๆ อีกด้วยครับ ด้านในถ่ายภาพค่อนข้างยากเนื่องจากหมีจะอยู่ในตู้กระจก เวลาถ่ายจะติดเงาสะท้อนแทบทุกภาพเลยครับ สำหรับภายนอกอาคารที่จัดแสดงถูกจัดเป็นสวนหย่อม และยังมีรูปปั้นเทดดี้แบร์ มาประดับในสวนด้วยครับ มีทั้งครอบครัวหมีกำลังปิคนิคกันอยู่ ,หมีตกปลา และมุมสวย ๆ อีกเยอะเลยครับ เกือบจะหกโมงแล้ว จริง ๆ ตามโปรแกรมคือ ไปชมโขดหินยงดูอัม (Yongduam Rock) ซึ่งมีลักษณะเป็นโขดหินที่มีรูปร่างคล้ายกับส่วนหัวของมังกรกำลังอ้าปากอยู่ แต่เนื่องจากดูเวลาแล้ว คาดว่าคงจะไปถึงมืดแน่ ๆ คนขับรถเลยแนะนำให้ไปที่ Columnar joints at Jeju Jungmun Daepo Coast ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยแห่งหนึ่งบนเกาะเจจูด้วยครับ

เมื่อมาถึงที่จอดรถ ก็เห็นแม่ค้าขายส้มเต็มไปหมด ผมอดใจไม่ได้ที่จะถ่ายภาพแม่ค้าเหล่านี้ แต่ดูเหมือนบรรดาแม่ค้าจะไม่ค่อยพอใจที่มีคนมาถ่ายรูป เขาบ่นพึมพำอะไร ผมไม่สามารถเข้าใจได้ แต่ที่แน่ ๆ เขาทำท่าจะขว้างถุงส้มที่อยู่ในมือมาทางผม แล้วก็หัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน ผมเองก็ภาวนาอยากให้เขาเขวี้ยงถุงส้มมาจังเลยครับ ผมจะได้ส้มกินฟรี อิอิ

ถือว่าดวงไม่ค่อยดีครับ เพราะเมื่อมาถึงเมฆบังดวงอาทิตย์มิดเลย ทำให้ผิดหวังไปตาม ๆ กัน

จุดเด่นของที่นี่ก็น่าจะเป็นแท่งหินหกเหลี่ยมอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ รู้สึกว่าเกิดจากลาวาเย็นตัวลงครับ แต่ที่น่าแปลก ทำไมมันเป็นแท่ง ๆ แบบนี้นี่แหล่ะ ผมเคยเห็นแท่งหินลักษณะแบบนี้ในเมืองไทยเหมือนกันที่ม่อนเสาหินพิศวง จ.แพร่ครับ

โปรแกรมสุดท้ายของวัน ที่เอามาแทนการไปชมโขดหินยงดูอัม คือการไปชมวัดยัคซอลซา (Yakchunsa Temple) หรือวัดน้ำศักดิ์สิทธิ์ครับ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะเจจู เป็นวัดพุทธนิกายมหายาน ที่ด้านหน้าวัดมีหอระฆัง ซึ่งระฆังมีน้ำหนักถึง 18 ตัน เลยครับ

ภายในอุโบสถจะมีพระพุทธเจ้าแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตครับ พระพุทธเจ้าองค์ใหญ่ที่ประทับอยู่กลางพระอุโบสถ อยู่ในปางที่ทรงเอาพระหัตถ์ขวากุมพระดัชนีซ้ายไว้ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมหนึ่งเดียวของโลก ด้านในอุโบสถมี 2 ชั้นด้วยกัน สามารถเดินขึ้นไปได้นะครับ ข้างผนังมีศิลปะฝาผนังอันงดงาม ใช้บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเกาหลีในอดีต เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างจีน-เกาหลีครับ ที่นี่นิยมทำบุญโดยการถวายข้าวสารเป็นถุงๆ ครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร และอีกสิ่งหนึ่งสำหรับการมาเยี่ยมชมที่วัดแห่งนี้น่ะครับ คือจะมีประตูทางเข้าทั้งหมดสามประตู ประตูกลางจะเป็นของพระภิกษุเท่านั้น ดังนั้นญาติโยมจะไม่สามารถใช้ประตูตรงกลางนี้ได้น่ะครับ ผมเองไม่รู้เผลอออกประตูตรงกลาง เลยโดนคนดูแลทักท้วงเลยครับ

คืนนี้ผมนอนที่ Ramada Plaza ครับ ห้องหรูหราเชียวครับ มีเตียงใหญ่ 1 เตียง เตียงเล็ก 1 เตียง แถมห้องน้ำแบบ Open ด้วยครับ ที่สำคัญด้านหลังของโรงแรมติดทะเลเลยครับ โปรแกรมแรกของเราในวันนี้จะเป็นการออกกำลังกายเรียกเหงื่อ บนปากปล่องภูเขาไฟ ซองซานอิลซุงโบล ครับ

จากป้อมตรงนี้ ไกด์บอกว่า ระยะทางจากพื้นถึงยอดภูเขาไฟ ประมาณ 1 กม. ดังนั้น ขึ้น-ลง รวมระยะทาง 2 กม. ไกด์บอกต่ออีกว่า เขาเคยใช้เวลาเดินขึ้น 10 นาที ดังนั้นเขาให้เวลาในการเที่ยว ณ จุดนี้เพียง 1 ชม.เท่านั้น "ไอ้หยา ให้เวลาขึ้นและลงเขา 1 ชม. มันจะไปทันอะไรว่ะเนี่ย" ผมคิดในใจ ตอนนั้นยังลังเลอยู่ว่าจะขึ้นไปดีหรือไม่ แต่ใจผมไปถึงยอดเขาแล้ว ที่ลังเลเพราะกลัวว่า ผมจะกลับลงมาไม่ทัน 1 ชั่วโมงเท่านั้นเองครับแล้วจะทำให้คนอื่นต้องรอผมคนเดียว แต่ถ้ามัวแต่ลังเล ผมว่าผมคงไม่ได้ขึ้นไปยอดเขาแน่ ๆ ทั้ง ๆ ที่มาทริปนี้ผมตั้งใจจะไปเหยียบปากปล่องมาก ๆ เอาว๊ะ ไม่สนแหล่ะ ใครจะว่าก็ว่า

ระหว่างทางขึ้นสู่ยอด จะเห็นหินรูปร่างแปลกตามากมายครับ สุดแล้วแต่จินตนาการครับ ระหว่างทางก็จะมีจุดให้นั่งพักชมวิว ซึ่งจะมองเห็นเมืองเจจูด้วยครับ จากพื้นราบถึงปากปล่อง ผมนั่งพักประมาณ 2 จุด นั่งพักไปก็พยายามมองหาสมาชิกทัวร์ของผมไป ว่าจะมีใครขึ้นตามผมมาบ้างหรือเปล่า แต่ผมก็ไม่เห็นวี่แววเลย มองดูนาฬิกาไป ก็เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไงก็คงต้องรีบขึ้นให้ถึงยอดโดยเร็วครับ ผมจับเวลาจากพื้นราบถึงปากปล่อง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ

แล้วก็ขึ้นมาจนถึงปากปล่องภูเขาไฟจนได้ครับ ด้านบนเขาทำเหมือนเป็นอัฒจรรย์ให้คนได้ขึ้นมานั่งดูเลยครับ ยอดชองซานอิลชุงโบลหรือ ยอดเขาตะวันรุ่ง มีความหมายว่า "จุดสูงสุดที่พระอาทิตย์ขึ้น" เกิดจากภูเขาไฟที่อยู่ใต้ท้องทะเลเมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว มีหินแหลมที่ล้อมรอบปากปล่องกว่า 99 ก้อน จึงทำให้ปากปล่องภูเขาไฟมีลักษณะเหมือนมงกุฏ ถือเป็นจุดชมวิวทะเลและพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามครับ ผมรีบเก็บรายละเอียดบนปากปล่องให้ได้มากที่สุดให้สมกับความเหนื่อยที่แลกมา พอผมถ่ายภาพเกือบเสร็จ ก็เห็นเพื่อนสมาชิกคนอื่น ๆ ค่อย ๆ ทยอยกันขึ้นมาด้านบนเหมือนกัน ผมเลยถือโอกาสเดินเก็บบรรยากาศรอบ ๆ อีกสักพัก แล้วจึงรีบตัดสินใจลงไปหามุมที่ถ่ายภาพจากพื้นราบสู่ปากปล่องดีกว่าครับ เพราะกะเวลาแล้ว กว่าพวกสมาชิกที่ขึ้นมาด้านบนจะถ่ายรูปกันเสร็จ แล้วไหนจะเดินลงอีก ผมน่าจะเก็บภาพบรรยากาศที่พื้นราบได้เยอะพอสมควร ว่าแล้วไม่รอช้าครับ รีบไปกันดีกว่า

ขาลงนี่สบายมากครับ แทบวิ่งลงได้เลย ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงพื้นราบแล้วครับ ระหว่างลงก็มีแต่คนมองหน้าผม คงสงสัยว่าทำไมเหงื่อผมแตกมากมายขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่สภาพอากาศตอนนั้นทั้งลมแรงและอากาศเย็นพอสมควร ผมยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 15 นาทีกว่าจะครบเวลานัดหมายของไกด์ครับ

หลังจากเสียเหงื่อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จุดหมายต่อไปอยู่ที่สวนส้มไร้เมล็ดครับ ที่เจจูมีชื่อเสียงเรื่องส้มเป็นอย่างมากเลยครับ ส้มที่นี่มีรสชาติจัดจ้าน มีรสเปรี้ยวนำ สวนส้มที่ผมไปมีการจำลองบ้านโบราณไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย นอกจากส้มแล้วที่นี่ยังมีร้านขายของฝากที่เกี่ยวกับส้มด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นชอคโกแลตรสส้ม วิตามินซี อีกอันหนึ่งที่น่าลองคือ ชอคโกแลตที่สกัดมาจากดอกตะบองเพชรครับ แปลกดีจริง ๆ

หลังจากอิ่มจากชอคโกแลตที่ทางร้านได้ให้ลูกค้าได้ทดลองชิมแล้ว ก็ออกเดินทางสู่หมู่บ้านพื้นเมืองชงอึบครับ หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของลาดเชิงเขาฮัลลาซาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะเจจู ที่นี่ได้ถูกกำหนดให้เป็น "ตำนานของสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญ" ที่นี่ใช้จัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตามวัฒนธรรมเกาหลีแบบดั้งเดิมซึ่ง ปัจจุบันหาชมกันได้ยากแล้ว

เจ้าของบ้านโบราณเล่าให้ฟังว่า สามสิ่งที่ไม่มีบนเกาะเจจู ประกอบด้วย ประตูรั้ว ขโมย และ งู ครับ เนื่องจากบนเกาะเจจูไม่มีขโมย ดังนั้นประตูทางเข้าบ้านของชาวเจจูก็จะใช้เพียงไม้ไผ่ 3 ท่อนมากั้นไว้ที่หน้าบ้านเพียงเท่านั้น การวางไม้ไผ่ 3 ท่อนก็มีความหมายแตกต่างกัน ถ้าวางไม้ไผ่ขนานกัน โดยสอดไม้ไผ่ทั้ง 3 ไว้กับเสารั้วบ้าน จะหมายถึง เจ้าของบ้านไม่อยู่ หากเอาปลายไม้ไผ่ลง 1 ท่อน แปลว่า เจ้าของบ้านไม่อยู่หลายชั่วโมง หากเอาปลายไม้ไผ่ลง 2 ท่อน แปลว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่สัก 1 ชั่วโมง หากจะมาหาก็รอประมาณ 1 ชั่วโมง หากเอาปลายไม้ไผ่ลงทั้ง 3 ท่อน แปลว่าเจ้าของบ้านอยู่ ถ้าจะมาหาก็เข้าไปหาได้เลย อย่างในภาพ เอาไม้ไผ่ลง 2 ท่อน แปลว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่สัก 1 ชั่วโมงครับ

อีก 1 สิ่งที่มีชื่อเสียงบนเกาะเจจูเห็นจะเป็น เนื้อหมู ของที่นี่ครับ เขาบอกว่าเนื้อหมูของที่นี่อร่อย ผมเองก็ได้ลองชิมเมนูหมูย่างมาเมื่อวานนี้เองครับ วันนี้จะมาเห็นวิธีการเลี้ยงหมูของคนที่นี่ เห็นแล้วก็ต้องอึ้งครับ เพราะเขาเลี้ยงกันแบบบุฟเฟต์ ให้หมูหากินกันเอง ส่วนอาหารที่หมูกินนั้น ก็คือของเสียจากมนุษย์ของเรานี่เองครับ เราปิดทริปบนเกาะเจจู กันที่หมู่บ้านแห่งนี้ครับ จริง ๆ บนเกาะเจจูมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกเยอะมาก แต่เนื่องจากผมมีเวลาจำกัดในการอยู่บนเกาะเจจู จึงได้เที่ยวเท่าที่มีเวลาเท่านั้นครับ เสียดายโอกาสเหมือนกันไหน ๆ มาทั้งทีแล้วเก็บที่เที่ยวได้ไม่หมด

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่สนามบินเจจูอีกครั้งเพื่อเตรียมบินไปเมืองพูซานครับ ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาทีก็ถึงพูซานด้วยความหวาดเสียวนิด ๆ เนื่องจากช่วงที่บินสภาพอากาศไม่ค่อยดีครับ มีให้ลุ้นกันตลอดทาง แถมเวลาเครื่องลงก็ทำให้ตื่นเต้นได้อีกนิดหน่อย แต่ก็ถึงพูซานด้วยความปลอดภัยครับ เมื่อมาถึงพูซานแล้ว โปรแกรมแรกของพูซานคือ ชอปปิ้งดิวตี้ฟรีครับ หลังจากที่โดนตัดโปรแกรมชอปปิ้งดิวตี้ฟรีที่โซลไปแล้ว ไกด์เลยมาแก้ตัวที่ดิวตี้ฟรีพูซานครับ หลังชอปปิ้งกันอย่างเมามันส์แล้ว ก็เข้าที่พัก คืนนี้เราเข้าพักที่โรงแรมน้องจิ๋มครับ (Hotel Nong Shim)

เช้าวันใหม่ก่อนถึงเวลานัดเคลื่อนขบวน ผมพอมีเวลามาเดินเก็บบรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมครับ เริ่มมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็นบ้างเล็กน้อย เช้าวันนี้ที่พูซานอากาศเย็นสบายครับแถมฟ้าใสอีกต่างหาก ที่พูซาน ได้มีการบันทึกขึ้นทะเบียนวัดบุลกุกซาให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก ควบคู่กับ Seokguram Grotto หรือ คูหาซอกกูรัมครับ เดิมทีเดียวโปรแกรมทัวร์ในพูซานนั้น ผมจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางไปยังอุทยานทูมูลี และหอดูดาวชมชงแด ซึ่งเป็นหอดูดาวเก่าแก่ที่สุดของโลก โดยใช้เวลาเดินทาง 3 ชม. ไกด์พยายามบิ้วว่า ที่หอคอยไม่มีอะไรมาก มีเพียงหิน 365 ก้อนมาเรียงเป็นหอคอย สูงไม่กี่เมตร ตั้งอยู่กลางทุ่งนา แล้วจากนั้นต้องนั่งรถกลับอีก 3 ชม. พอลูกทัวร์ได้ยินดังนั้นจึงมีมติว่า ขออยู่เที่ยวในตัวเมืองพูซานดีกว่า ไกด์จึงยื่นข้อเสนอว่า งั้นจะพาไปที่วัดยงกุงซา ซึ่งเป็นวัดที่ฟิล์ม รัฐภูมิเคยมาทำรายการที่นี่ จากนั้นจะพาขึ้นรถไฟขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมวิวมุมสูงเมืองพูซาน จากนั้นก็จะพามาชอปปิ้งกันอีกรอบ แต่ท้ายสุด วันนี้เหลือเพียง 2 โปรแกรมคือ ไปที่วัดยงกุงซา และ ชอปปิ้งครับ

วัดส่วนใหญ่ในพูซานจะสร้างขึ้นบนเขา แต่วัดยงกุงซาพิเศษกว่าวัดอื่น ๆ ตรงที่สร้างหันหน้าเข้าหาทะเลครับ วัดยงกุงซา ตามภาษาเกาหลีนั้น คำว่า ยง แปลว่า มังกร ,กุง แปลว่า กษัตริย์ ,ซา แปลว่า วัด วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองพูซาน เป็นวัดของศาสนาพุทธที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,376 ปี ก่อสร้างอยู่บนโขดหินที่ติดกับทะเล ศาสนาของเกาหลีจะมีเพียง 3 ศาสนาครับ คือ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์นิกายคริสเตียน และศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิค เมื่อก่อนพื้นที่สร้างวัดแห่งนี้เป็นพื้นที่รกร้าง ติดกับทะเล แล้วมีพระรูปหนึ่งได้ถูกมังกรเข้าฝันว่า หากต้องการให้ประชาชนแถวนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้มาสร้างวัด ณ จุดนี้

วัดในเกาหลีส่วนใหญ่จะมีสีสันที่โดดเด่นมาก ส่วนใหญ่จะเน้นสีเขียว สีแดง สีดำ และสีขาว ความหมายของทั้งสี่สีก็คือสีประจำทิศนั่นเองครับ ได้แก่ สีเขียวคือทิศตะวันออก สีแดงคือทิศใต้ สีดำคือทิศเหนือ ส่วนสีขาวคือทิศตะวันตก วัดนี้คนเกาหลีเชื่อว่าถ้ามาขอพรจะสัมฤทธิ์ผลมาก ๆ ยิ่งถ้ามาขอพรในแสงแรกของวันปีใหม่ พรนั้นจะสัมฤทธิ์ผลแบบสุด ๆ เลยครับ

หลังจากไหว้พระที่วัดยงกุงซาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โปรแกรมต่อไปของเราคือ ชอปปิ้งกันอีกแล้วครับพี่น้อง ครั้งนี้ดีหน่อย คือยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้แหล่งชอปปิ้ง ผมเลยขอเลือกไปเดินเล่นแทนการเดินชอปปิ้งครับ เมื่อเดินทะลุอาคาร แหล่งชอปปิ้งไป ก็จะพบชายหาดแฮอึนแด ไกด์บอกว่าชายหาดแห่งนี้เป็นชายหาดที่สวยที่สุดในพูซาน ที่นี่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับสึนามิด้วยครับ ชายหาดถือว่าสะอาดดีครับ ขนาดช่วงใกล้เที่ยงแบบนี้ยังมีคนเกาหลีมาเดินเล่นชายหาดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก มองจากชายหาดออกไปจะเห็นคอนโดอยู่ริมชายหาดเต็มไปหมด ดูแล้วก็สวยดีครับ

จุดหมายต่อไปอยู่ที่หอคอยเมืองพูซานครับ หอคอยแห่งนี้สูง 120 เมตร ถือเป็น Landmark ของพูซานเลยครับ ด้านหน้าหอคอยมีอนุสาวรีย์แม่ทัพอีซุนซิน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวเกาหลีมาก ๆ และยังมีหอระฆังโบราณอีกด้วยครับ ด้านบนหอคอยแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนสำหรับเป็นจุดชมวิวมุมสูงเมืองพูซาน ส่วนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟครับ หากมองจากจุดชมวิวชั้นบน จะมองเห็นประเทศญี่ปุ่นด้วยครับ ด้านล่างสุดของหอคอย ยังมีพิพิธภัณฑ์เรือ และแกลอรี่ให้ชมด้วย แต่ต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่มเติมจากค่าขึ้นหอคอยนะครับ

โปรแกรมปิดท้ายก่อนกลับเมืองไทยอยู่ที่ นัมโพดอง หรือเซนเตอร์พ้อยพูซานครับ ใกล้ ๆ จะเป็นที่ตั้งของ Busan International Film Festival ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงภาพยนตร์มากมายของเมืองพูซาน และยังเป็นสถานที่ที่ดาราฮอลีวู๊ดเกาหลีที่ได้รับรางวัลในแต่ละปีจะมาประทับรอยมือไว้เป็นที่ระลึก จุดนี้มีของขายมากมายเลยครับ จนผมไม่ทันได้สังเกตรอยมือประทับเลยจริง ๆ ส่วนฝั่งตรงข้ามของนัมโพดองก็จะเป็นตลาดปลาชากัลชิ ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นที่สนใจอันดับหนึ่งของชาวต่างชาติที่มาพูซาน ที่นี่มีผลผลิตจากทะเลมากมายครับ

มาที่ตลาดปลาแห่งนี้แล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้ ต้องลองครับ คือเมนูซูชิปลาหมึกครับ เมนูเดียวกับหนังเรื่อง กวน มึน โฮ เลยครับ แต่ที่นี่ปราณีหน่อยคือไม่ได้กินสดทั้งตัว แต่เขาจะหั่น ๆ มาให้ แต่ถึงหั่นมาให้ เจ้าหนวดปลาหมึกก็ยังขยับ ยังดูดจุ๊บ ๆ อยู่ตลอดเวลา ครับ กินคู่กับน้ำมันงาครับ สนนราคาจานนี้ 300 บาทครับ เราสั่งลาเกาหลีด้วยซูชิปลาหมึกสดครับ เมื่อคีบหนวดปลาหมึกเข้าปากได้ เจ้าปลาหมึกยังคงต่อสู้กับเราอยู่ โดยมันยังไปดูดที่กระพุ้งแก้มผมอยู่เลยครับ เคี้ยวก็ไม่ละเอียด เห็นทีคงต้องกลืนลงคอไปเลย อิอิ

หลังอาหารมื้อเย็น ผมตรงเข้าสู่สนามบินพูซาน เพื่อบินตรงสู่สุวรรณภูมิครับ จริง ๆ สถานที่เที่ยวในพูซานยังมีอีกมากเช่นเดียวกับที่เกาะเจจู แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด ก็เลยต้องเที่ยวเท่าที่จะเที่ยวได้ครับ แนะนำว่า ถ้าหากมาเที่ยวที่เกาะเจจูหรือพูซาน ควรมีเวลาเมืองละประมาณ 3 วัน 2 คืนครับ จะได้เที่ยวได้ครบและไม่เหนื่อยครับ หากมีโอกาส ผมคงจะมาล้างตาทั้งสองเมืองนี้อีกครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • phapoom
    mrorchid

    ผมก็เก็บความสงสัยไว้เหมือนกันครับ สงสัยมันคงต้องรอให้ย้ายเสร็จทั้งหมดก่อน เพราะตอนที่ย้ายไปครั้งแรก สคริ๊ป หรืออะไรก็แล้วแต่ คงไม่มีรายการของอัลบั้มใหม่ไปด้วยแน่ ๆ ครับ

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับป๋า เด๋วคงต้องรอให้ระบบย้ายอัลบัมให้เสร็จหมดซะก่อน ค่อยลองย้ายกันอีกที ถ้าป๋าคลายความสงสัยแล้ว รบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ เพราะดูท่าของผมจะใช้เวลานานกว่าของป๋าน่ะครับ วันนี้ก็ผ่านเข้าไปจะ 7 วันแล้ว ผมยังย้ายไปได้ประมาณ 50 อัลบัมเองครับ ยังเหลือคาอีกประมาณ 100 อัลบัมน่ะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 21:12
  • mrorchid
    phapoom

    ขอบคุณมากครับป๋าที่ยังอุตส่าห์ตามเข้ามาเม้นท์ให้ผมอีก อัลบัมนี้โพสเพื่อจะใช้ย้ายไป Thaimultiply น่ะครับ แต่ผมโพสใน multiply เสร็จ แล้วไปเข้า Thaimultiply เพื่อใช้คำสั่งย้ายอัลบัม มันไม่ยักเห็นอัลบัมใหม่ผมแฮะ เห็นแต่อัลบัมที่ผมสั่งย้ายไปตั้งแต่ครั้งแรก และแสดงสถานะของการย้ายอยู่ สงสัยผมต้องรอจนกว่าจะย้ายครบทุกอัลบัมก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงจะเข้าคิวย้ายอัลบัมใหม่ชุดนี้ได้น่ะครับ ป๋าพอรู้ไหมครับ ? ส่วนใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงที่ผมไปยังเปลี่ยนไม่เต็มที่ครับ ส่วนใหญ่ 80% ยังเขียวอยู่เลยครับ 15% เริ่มเหลือง อีก 5% เริ่มแดงครับ เสียดายมาก ๆ เลยที่ไปเร็วไปนิดส์ครับ

    ผมก็เก็บความสงสัยไว้เหมือนกันครับ สงสัยมันคงต้องรอให้ย้ายเสร็จทั้งหมดก่อน เพราะตอนที่ย้ายไปครั้งแรก สคริ๊ป หรืออะไรก็แล้วแต่ คงไม่มีรายการของอัลบั้มใหม่ไปด้วยแน่ ๆ ครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:34
  • phapoom
    mrorchid

    คล้าย ๆ เจ้านายผมเลย อิอิ ...ขอบคุณที่พาเที่ยวครับ

    เจ้านายป๋าดูเซอร์ดีนะครับ ขอบคุณป๋าที่เข้ามาเยี่ยมชมด้วยเช่นกันนะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:24
  • phapoom
    mrorchid

    ใบนี้ก็สวยครับ ....น่าลงไปเล่นน้ำมาก ๆ

    ผมว่าน้ำที่นี่ดูสีครามดีมาก ๆ เลยครับ สะอาดด้วยครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:23
  • phapoom
    mrorchid

    นกแฮฮินแดด้วยป่าวครับ

    อาจจะเป็นนกนางนวลบางปูบ้านเรา หนีร้อนไปอยู่แฮฮินแดก็ได้นะครับป๋า อิอิ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:23
  • phapoom
    mrorchid

    ชอบระยิบระยับข้างหลังนั่นจัง

    ขอบคุณครับป๋า จริง ๆ ผมก็ไม่ทันได้คิดว่ามันจะมีระยิบระยับแบบนั้นน่ะครับ พอดีตั้งใจจะถ่ายตอนนกบิน แต่ถ่ายไม่ได้เลย เลยหันมาถ่ายตอนนกเดินเล่นชายหาดดีกว่า ถ่ายออกมาก็ถึงได้เห็นระยิบระยับนั่นแหล่ะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:22
  • phapoom
    mrorchid

    วิวสวยดีจริง ๆ ทางขึ้นปากปล่องหรือครับ

    ทางเดินข้างหน้าคือทางเดินลงท่าเรือครับ คงเป็นท่าเรือให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเรือเล่นครับ เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางโดยรถครับ ส่วนทางเดินขึ้นเขาจริง ๆ จะอยู่ทางด้านขวา ๆ น่ะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:21
  • phapoom
    mrorchid

    กลบเกลื่อนความเหนื่อยไม่หมด แต่ก็ยังเท่ห์ครับ อิอิ

    ขอบคุณสำหรับคำชมครับป๋า ด้านบนนี้อากาศเย็นแถมลมแรงอีกต่างหาก ผมว่าคงมีผมคนเดียวที่ขึ้นมาแล้วเหงื่อแตกขนาดนี้ ดีเหมือนกัน ประกาศให้คนแถวนี้รู้ว่า คนไทยระบบการเผาผลาญพลังงานดี อิอิ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:19
  • phapoom
    mrorchid

    พุทธศาสนารุ่งเรือง

    ด้านนอกว่าสวยแล้ว ด้านในก็สวยไม่แพ้กันเลยครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:17
  • phapoom
    mrorchid

    สวยดีครับป๋า

    ขอบคุณครับป๋า วัดนี้ใหญ่มาก เสียดายที่มาถึงซะค่ำเลยครับ เลยไม่ได้เดินดูบรรยากาศรอบวัดเลย เห็นเขาว่าสวยด้วยแหล่ะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:17
  • phapoom
    mrorchid

    แปลกดีนะครับ เห็นบ้านเรามีเป็นแท่ง ๆ คล้าย ๆ กันเลย

    ใช่ครับป๋า บ้านเราที่ผมเห็นเป็นแท่ง ๆ อยู่ที่ ม่อนเสาหินพิศวง จ.แพร่ ป๋าเคยเข้าไปเที่ยวหรือยังครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:16
  • phapoom
    mrorchid

    ท่าทางการจัดการดีกว่าที่ซีลอนนะครับ

    ที่ทีซีลอน ผมไม่ได้เข้าไปดูครับป๋า แต่ที่นี่ดูระบบการจัดการเขาดีจริง ๆ ครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:13
  • phapoom
    cakeio

    อิจฉาจัง..ได้เที่ยวที่สวยๆอีกละ

    ทริปนี้เหมือนทริปชอปปิ้งเลยเค๊ก สมาชิกส่วนใหญ่เขาต้องการไปชอปกันทั้งนั้นเลย ให้เวลาชอปแต่ละที่มากกว่าให้เวลาเดินขึ้น-ลงเขา ระยะ 2 กม. อีกง่ะ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:12
  • phapoom
    mrorchid

    หัวป๋าเกิน กรอบเขามาหน่อย แถมมีใครไม่รู้ข้างหลังดั้ว จากลวงเป็นหลอนไปเลยครับ หึหึ

    ช่างสังเกตมาก ๆ เลยนะครับป๋า หึหึ แบบนี้ผมกะลวงป๋าก็คงไม่ได้ซะแล้นนน

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:10
  • phapoom
    mrorchid

    ดูฟ้าสลัว ๆ นะครับ

    ใช่ครับป๋า อารมณ์เสียมาก ๆ ฟ้ามาใสวันกลับซะงั้น เซ็งสุด ๆ ครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:09
  • phapoom
    mrorchid

    หนุ่มไฮโซไปเที่ยวบ๊อยบ่อย อิจฉาจริง ๆ

    ผมโลโซมากกว่าครับป๋า ปกติผมเลือกไปแต่ประเทศกันดาร สำหรับทริปนี้ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ไปประเทศแบบเจริญ ๆ แบบนี้น่ะครับ พอดีมีที่นั่งเหลือ 1 ที่ พี่เขาเลยโทรมาชวนให้ไปเป็นตากล้องให้น่ะครับ เลยลาภลอย อิอิ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:09
  • phapoom
    mrorchid

    นี่แทบจะยกประวัติศาสตร์เกาหลีกันมาเลยทีเดียว ใบไม้ยังไม่แดงเหรอครับ

    ขอบคุณมากครับป๋าที่ยังอุตส่าห์ตามเข้ามาเม้นท์ให้ผมอีก อัลบัมนี้โพสเพื่อจะใช้ย้ายไป Thaimultiply น่ะครับ แต่ผมโพสใน multiply เสร็จ แล้วไปเข้า Thaimultiply เพื่อใช้คำสั่งย้ายอัลบัม มันไม่ยักเห็นอัลบัมใหม่ผมแฮะ เห็นแต่อัลบัมที่ผมสั่งย้ายไปตั้งแต่ครั้งแรก และแสดงสถานะของการย้ายอยู่ สงสัยผมต้องรอจนกว่าจะย้ายครบทุกอัลบัมก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงจะเข้าคิวย้ายอัลบัมใหม่ชุดนี้ได้น่ะครับ ป๋าพอรู้ไหมครับ ? ส่วนใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงที่ผมไปยังเปลี่ยนไม่เต็มที่ครับ ส่วนใหญ่ 80% ยังเขียวอยู่เลยครับ 15% เริ่มเหลือง อีก 5% เริ่มแดงครับ เสียดายมาก ๆ เลยที่ไปเร็วไปนิดส์ครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:06
  • phapoom
    cristhaison

    รูปสวยและน่าสนใจทั้งชุดนะครับน้องเอก ขอบคุณที่เอามาลงไห้ดูกัน อยากไห้น้องเอกลองไปเล่นที่500 ดูนะก็ดีเหมือนกันแต่ต้องมีเวลาไปเม้นท์ไห้คนอื่นเขานะ ม่ายอย่างนั้นไม่ได้คะแนน รักษาสุขภาพนะครับ ถ้าพี่ไปคราวหน้าจะพยายามพบน้องนะ

    ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะครับพี่คริส จริง ๆ ชุดนี้ผมตั้งใจจะเอามาโพสไว้เพื่อใช้ย้ายไป thaimultiply.com น่ะครับ เพราะผมเขียนบล๊อกใน FB แล้ว ข้อความมันยาวเกิน ระบบมันเลยรับไม่ได้ เลยต้องมาโพสไว้ที่นี่ก่อนน่ะครับ ไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาดูเสียด้วยซ้ำไปครับ ส่วน 500 เกรงว่าผมคงจะไม่ไหวแน่ ๆ ครับ ฝีมือการถ่ายรูปแต่ละคนสวย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ พี่เองก็รักษาสุขภาพเช่นกันนะครับ กลับเมืองไทยเมื่อไรกริ๊งกร๊างมาได้นะครับพี่

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 20:02
  • mrorchid

    คล้าย ๆ เจ้านายผมเลย อิอิ ...ขอบคุณที่พาเที่ยวครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:34
  • mrorchid

    ใบนี้ก็สวยครับ ....น่าลงไปเล่นน้ำมาก ๆ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:33
  • mrorchid

    นกแฮฮินแดด้วยป่าวครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:33
  • mrorchid

    ชอบระยิบระยับข้างหลังนั่นจัง

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:33
  • mrorchid

    วิวสวยดีจริง ๆ ทางขึ้นปากปล่องหรือครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:32
  • mrorchid

    กลบเกลื่อนความเหนื่อยไม่หมด แต่ก็ยังเท่ห์ครับ อิอิ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:32
  • mrorchid

    พุทธศาสนารุ่งเรือง

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:31
  • mrorchid

    สวยดีครับป๋า

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:30
  • mrorchid

    แปลกดีนะครับ เห็นบ้านเรามีเป็นแท่ง ๆ คล้าย ๆ กันเลย

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:30
  • mrorchid

    ท่าทางการจัดการดีกว่าที่ซีลอนนะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:29
  • mrorchid

    หัวป๋าเกิน กรอบเขามาหน่อย แถมมีใครไม่รู้ข้างหลังดั้ว จากลวงเป็นหลอนไปเลยครับ หึหึ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:29
  • mrorchid

    ดูฟ้าสลัว ๆ นะครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:27
  • mrorchid

    หนุ่มไฮโซไปเที่ยวบ๊อยบ่อย อิจฉาจริง ๆ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:26
  • mrorchid

    นี่แทบจะยกประวัติศาสตร์เกาหลีกันมาเลยทีเดียว ใบไม้ยังไม่แดงเหรอครับ

    โพสเมื่อ 14 พ.ย. 55 เวลา 19:26

Autumn @ Korea
โพสต์เมื่อ วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน 2555
เวลา 22:27
เข้าชม 2,348 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/Tq6uaD